สิงหาคม 17, 2022, 02:36:45 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 27 28 [29]  ทั้งหมด   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บันทึกแนวทางกรรมฐานละกำหนัดเมถุน  (อ่าน 334040 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 44
กระทู้: 929
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #420 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2022, 09:48:19 PM »

Permalink: บันทึกแนวทางกรรมฐานละกำหนัดเมถุน
วิธีฝึกวางใจต่ออารมณ์ ให้ใช้ปัญญาไม่ใช้ความรู้สึก ทำให้เย็นใจไม่เร่าร้อน

ไม่ตอบโต้กลับสืบต่อความรู้สึกอันเกิดแต่สัมผัสทั้งปวง ที่ใจเรามีต่อ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทีเนื่องด้วยกาย สัมผัสที่เนื่องด้วยใจที่มากระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ใช้ปัญญาใคร่ครวญสิ่งที่เหมาะสม

สิ่งที่มากระทบให้ใจเรารู้สึก รัก ชัง กลัว หลง ล้วนแต่อยู่เหนือการควบคุมของเรา เราไม่อาจบังคับให้มันเป็นไปดั่งใจเราต้องการได้ทั้งสิ้น

ดังนี้แล้วต้องรู้เข้าใจว่า..สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวตน ไม่อาจควบคุมบังคับได้ มันอยู่เหนือการควบคุมของเรา มันเป็นแค่ความรู้สึกอันเกิดแต่สัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่กิเลสวางไว้ล่อให้ใจเราหลงตามทางทวาร ๖ เท่านั้น ไม่ควรสืบต่อให้ความสำคัญ ..แล้วปล่อยวาง คือ รู้จักวางใจให้เป็น คือ รู้ว่าจะจัดการยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือ รู้ว่าเราควรจะวางใจของเราไว้อย่างไรกับเรื่องนี้ คือ รู้จักเลือกเฟ้นธัมมารมณ์ที่ควรเสพย์ และไม่ควรเสพย์

เช่นว่า.. ไม่ควรเสพย์อารมณ์ความรู้สึก รัก ชัง กลัว หลง ที่เกิดขึ้น โต้ตอบกลับสิ่งที่เหนือการควบคุมของเรานั้น แต่ใช้ปัญญาใคร่ครวญทำความเข้าใจในสิ่งนั้น เลือกเฟ้นถึงความเหมาะในกาลอันควรจะ คิด พูด ทำ ต่อสิ่งนั้นๆ ณ ขณะนั้นๆ

นี้เรียกปัญญานำ ..แต่หากทานไม่ไหวให้ใช้สมถะนำ คือ สงบเอาใจรวมลงให้จิตมีกำลัง เอาจิตสงบรำงับเป็นปัสสัทธิ เป็นกุศล จิตมีกำลังตั้งมั่นอยู่ได้ด้วยตัวเองไม่ไหวเอนตามกิเลสเป็นฐานที่ตั้งให้ใช้ปัญญาเลือกเฟ้นใคร่ครวญสิ่งที่เหมาะสมแก่กาล ณ ขณะเวลานั้นๆต่อไป




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 03, 2022, 10:36:08 PM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 44
กระทู้: 929
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #421 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2022, 10:32:34 PM »

Permalink: บันทึกแนวทางกรรมฐานละกำหนัดเมถุน
วิธีแผ่เมตตาให้ถึงเจโตวิมุตติ

การแผ่เมตตาให้เอาพุทโธแผ่ไป คือ ให้เอาจิตที่เป็นพุทโธ

ผู้รู้ คือ รู้ปัจจุบัน รู้เห็นของจริงต่างหากจากสมมติ

ผู้ตื่น คือ ตื่นจากสมมติ ไม่ข้องเสพย์อกุศลธรรมอันเร่าร้อน ตื่นจากสมมติธัมมารมณ์ทั้งปวง ไม่ยึดกอดเอา..ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ..มาสุมไฟแผดเผากายใจตนอีก

ผู้เบิกบาน คือ เป็นผู้มีกายใจเบิกบานพ้นแล้วจากสมมติธัมมารมณ์กิเลสของปลอม ถึงความเย็นใจไม่เร่าร้อน

เมตตา คือ การเอาจิตที่เป็นพุทโธแผ่ไปในภายนอกต่อบุคคลอื่นนั่นเอง โดยอาศัยรูป อาศัยนิมิต อาศัยความเสมอกันด้วยอุปาทินนกะรูป อุปาทินนกะสังขาร เป็นที่หมายให้จิตเราที่เป็นพุทโธนี้แผ่ไป
บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 44
กระทู้: 929
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #422 เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2022, 12:14:44 AM »

Permalink: บันทึกแนวทางกรรมฐานละกำหนัดเมถุน
คู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน พระราชพรหมญาณ ----> หน้า 69

*พิจารณาขันธ์ ๕ เป็นวิปัสสนาญาณ*

         อันนี้ไม่มีอะไรพิศดาร ท่านสอนให้พิจารณาว่า ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่มีในเรา โดยให้พิจารณาเป็นปกติ เมื่อเห็นว่าขันธ์ ๕ ป่วยก็รักษา เพื่อให้ทรงอยู่ แต่เมื่อมันจะพังก็ไม่ตกใจ หรือมันเริ่มป่วยไข้ ก็คิดว่า ธรรมดามันต้องเป็นอย่างนี้ เราจะรักษาเพื่อให้ทรงอยู่ ถ้าทรงอยู่ได้ ก็จะอาศัยเพื่องานกุศลต่อไปถ้าเอาไว้ไม่ได้ มันจะผุพังก็ไม่มีอะไรหนักใจ ความทุกข์จะเกิดแก่ตัวเองหรือใคร อะไรก็ตามไม่ผูกจิตติดใจอย่างนี้ จนกระทั่งบรรลุอรหัตตผล ตามนัยที่ท่านพระสารีบุตรกล่าวไว้ใน ขันธวรรคแห่งพระไตรปิฎก

 *(จบวิปัสสนาญาณโดยย่อเพียงเท่านี้)*
บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 44
กระทู้: 929
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #423 เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2022, 02:25:51 AM »

Permalink: บันทึกแนวทางกรรมฐานละกำหนัดเมถุน
วิธีแผ่กรุณาให้ถึงเจโตวิมุตติ

การแผ่กรุณา ให้เอาอิสระสุขในพุทโธที่เนื่องด้วยใจแผ่ไป ให้จิตเข้าถึงพุทโธ

คือ มีอิสระสุขอันเนื่องด้วยความแจ่มในเบิกบานใจไม่ข้องด้วยกาย อิสระสุขที่ไม่อิงอามิสกามคุณ ๕ คือ อิสระสุขความเบิกบานใจที่ไม่ข้องอิงอามิสด้วยกายอีก

ผู้รู้ คือ รู้เห็นของจริงต่างหากจากสมมติ กายเป็นของชั่วคราว เป็นสักแต่ว่าธาตุ เป็นมูลมรดกธาตุที่พ่อแม่ให้มาอาศัยชั่วคราว มีเจ็บ ป่วย ไข้ เสื่อมโทรม ผุพังสลายไป ธาตุคืนสู่ธาตุ เมื่อยังกายอยู่ก็ต้องหิว กระหาย เจ็บปวด ปวด ไม่ใช่ตัวตน อยู่เหนือการควบคุม สักแต่ว่าธาตุ ไม่มีเราในนั้น ในนั้นไมเป็นเรา เราไม่ใช่มัน มันไม่ใช่เรา ความโหยหาทั้งปวงมาจากความรู้สึกอันเกิดแต่สัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ติดตรึง ตราตรึง สำคัญมั่นหมายใจไว้ ทำให้กระหายที่ใจ เมื่อไม่ข้องด้วยกายอยู่อีกคือสุขอันบริสุทธิ์ ละสุขที่เนื่องด้วยกาย ถึงสุขที่เนื่องด้วยใจ สุขที่เนื่องด้วยกายมันอิ่มไม่เป็น สุขที่เนื่องด้วยใจ มันอิ่มเป็น ไม่ต้องใช้สิ่งใดมาอิงอาศัย

ผู้ตื่น คือ ตื่นจากสมมติ ไม่ข้องเสพย์ความรู้สึกอันเกิดแต่สัมผัสทางกาย แล้วสำคัญมั่นหมายใจให้ติดตรึง ตราตรึงใจ กระหาย ต้องการ โหยหา มีใจอกออกจากสมมติเวทนาทางกาย คือ กามคุณ ๕

ผู้เบิกบาน คือ เป็นผู้มีกายใจเบิกบานพ้นแล้วจากสมมติธัมมารมณ์กิเลสของปลอม ถึงความเย็นใจไม่เร่าร้อน


กรุณา คือ การเอาจิตที่เป็นพุทโธแผ่ไปในภายนอกต่อบุคคลอื่น โดยไม่ข้องด้วยสมมติเวทนาทางกาย ไม่ยึดในกามคุณ ๕ ปักลงไปในจิตอย่างเดียว เอาความเป็นพุทโธเบิกบานพ้นจากสมมติไม่ติดตรงตรึงใจกามคุณ ๕ ของจิตนี้แผ่ไป ไม่ยังกายอยู่อีก พ้นจากกายไปก็พ้นจากกามคุณ ๕ ให้จิตตั้งเอาแสง เอาพระรัศมี หรือพระฉัพพรรณรังษีแห่งพุทธะที่กว้างไปไม่มีที่สิ้นสุดของจิตที่เป็นพุทโธนั้นเป็นอารมณ์ออกจากกาย ออกจากกามคุณ ๕ จนถึงความว่าง ความไม่มีในกามคุณ ๕ ทั้งปวงนั้นแผ่ไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 05, 2022, 07:47:56 AM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 44
กระทู้: 929
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #424 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2022, 09:40:06 AM »

Permalink: บันทึกแนวทางกรรมฐานละกำหนัดเมถุน
ทำไว้ในใจถึงจิตที่เป็นพุทโธ (กรรมฐานด้วยพุทโธ)

1. มีอานาปานสติ + พุทโธ เป็นเบื้องหน้า ทำพุทโธเป็นวิตก ด้วยทำไว้ในใจถึงความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทำจิตเป็นพุทธะ เข้าถึงพุทธะตามสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดา ด้วยธรรมแห่งพุทธานุสสตินั้น จิตเราเป็นสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า

2. ผู้รู้ คือ รู้ของจริงต่างหากจากสมมติ ทำกายใจให้สบายๆ ผ่อนคลาย โล่งๆสบาย ไม่หน่วงตรึงจิต วางจิตไว้ในท่ามกลาง ทำสักแต่ว่ารู้ สิ่งที่รู้ๆอยู่นั้นไม่ว่า ความรู้สึกอันเกิดแต่ผัสสะ วิตก วิจาร  มโนภาพ ว่างเปล่า ล้วนแล้วแต่เป็นอาการหนึ่งๆของจิตทั้งสิ้น เป็นเพียงธัมมารมณ์ที่จิตรู้ ทำไว้ในใจโดยจิตอยู่ท่ามกลางสักแต่ว่ารู้ว่ามีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มีความเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ข้องเสพย์ ไม่สืบต่อ

3. ผู้ตื่น คือ ตื่นจากสมมติ เมื่อรู้ของจริงต่างหากจากสมมติสักแต่ว่าธัมมารมณ์ที่ใจรู้นี้มีทั้งที่ควรเสพย์ และไม่ควรเสพย์ ไม่ว่าจะความ โสมนัส โทมนัส อุเบกขา ล้วนมีทั้งสิ่งที่ควรเสพย์ และไม่ควรเสพย์ พึงตั้งจิตไว้มั่น ความไว้ในภายในไม่ข้องเสพย์ ต่อเมื่อจิตเข้าไปคลุกคลีแนบอารมณ์ในสิ่งใด พึงประครองใจไว้ได้เพียงสักแต่ว่ารู้ รู้ตามไป เห็นความเป็นไปของมัน ดูอยู่ก็รู้ว่าดู เห็นอยู่ก็รู้ว่าเห็น ปรุงอยู่ก็รู้ว่าปรุง เอานิมิตนั้นเป็นเครื่องให้ใจรวมไว้ แต่ประครองไม่ให้เข้ามากไป ไม่ถอยออกมากไป ให้รู้ตามว่ามีสิ่งนี้เกิดขึ้น เรื่องราวๆ อารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ เกิดขึ้นด้วยการปรุงแต่งตามเหตุปัจจัย เราดูอยู่ นิมิตใดกำหนดขึ้นมาก็รู้ว่ากำหดขึ้นมาเอง นิมิตใดเกิดขึ้นเองก็รู้ว่าเกิดขึ้นเองด้วยมีเหตุปัจจัยภายในมโน มนะ ที่ทำให้เกิดขึ้น ปรุงแต่งไป สักแต่ว่าธัมมารมณ์ เราใช้รู้ใช้ดูเพื่อเข้าใจจิต มีความรู้ตัวอยู่ทุกเมื่อ แนบอารมณืก็รู้ แล้วปล่อยไป ตามรู้ไป (เวลาที่จิตแนบอารมณ์มันมักจะตัดส่วนอื่นภายนอกแต่เรามีสติรู้อยู่ว่ามีสิ่งนี้เกิด ราวกับจิต แยกจากกัน จิตหนึ่งแนบชิดคิดตาม หรือแนบนิ่งก็ตาม แต่อีกจิตรู้ว่ามันคืออะไรกำลังทำอะไร นี้คือตัวแล นี่มีสัมปะชัญญะร่วมสติ มีความรู้ตัวทั่วพร้อม กล่าวถึงความเป็นผู้ตื่น คือมีความรู้ตัวทั่วพร้อมนี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งสติและสัมปชัญญะ)

๔. ผู้เบิกบาน คือ เบิกบานพ้นแล้วจากสมมติกิเลสของปลอม

ในขั้นต้น คือ จิตมีกำลังอยู่ได้ด้วยตัวเอง รู้จักละ รู้จักปล่อย รู้จักวาง ไม่ข้องเสพย์ ไม่สืบต่อ

ในขั้นกลาง คือ นิวรณ์ออ่อนกำลัง จิตไม่มีอกุศล ระลึกอกุศลไม่ออก นึกในอกุศลเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก (มีในชั้นฌาณ)

ในขั้นสุด คือ มรรคสามัคคีกันรวมลงเป็น 1 แทงตลอดสังขารุเปกขา ถึงความสละคืนกิเลสทั้งปวง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 06, 2022, 10:55:56 AM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 27 28 [29]  ทั้งหมด   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ กรกฎาคม 06, 2022, 11:04:57 AM