กันยายน 27, 2022, 04:58:55 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 28 29 [30]  ทั้งหมด   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บันทึกแนวทางกรรมฐานละกำหนัดเมถุน  (อ่าน 340009 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 44
กระทู้: 941
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #435 เมื่อ: กันยายน 17, 2022, 09:39:39 PM »

Permalink: บันทึกแนวทางกรรมฐานละกำหนัดเมถุน
สังขารุเปกขาในระดับปุถุชนที่เข้าใจง่าย เข้าถึงได้

ก. ปัญญาในสมถะ คือ ทำสักแค่ว่ารู้ ทำแค่รู้ มีใจผลักออกจากอารมณ์ เคลื่อนไปในอารมณ์ที่ดีกว่า เป็นปัญญาในสมถะ

1. แก้ฟุ้งซ็าน เหม่อลอยไปตามความคิด มีใจอ่อนไหวไหลตามไปในรัก โลภ โกรธ หลง
     ..อาศัยขณิกสมาธิ คือ ความสงบใจ (ในขั้นหยาบนี้ นิวรณ์ อุปกิเลสยังมีรายล้อมอยู่ แต่จิตไม่จับ ไม่ยึด ไม่เสพย์) น้อมเข้ามาในภายใน พิจารณาให้เห็นว่า..

1.1 เพราะใจเราอ่อนไหวไปตามสมมติความคิดกิเลสของปลอมจึงเร่าร้อน เพราะใจเราอ่อนไหวติดใคร่หมายมั่นในสิ่งที่มากระทบให้ใจรู้ทั้งปวงไปตามสมมติความคิดกิเลสของปลอมจึงทนอยู่ได้ยาก เพราะใจอ่อนไหวตามสมมติความคิดกิเลสของปลอมข้องแวะเกลียดชัง ผลักไส ต่อต้าน ไม่อยากพบ ไม่อยากเจอ ไม่อยากให้เกิดมีกับตนจึงทนอยู่ได้ยาก จะบังคับไม่ให้เกิดกับตนก็ไม่ได้ เพราะใจขาดปัญญาทำให้ไม่รู้ว่ามันเป็นแค่อาการหนึ่งๆของจิตที่มีอยู่นับล้านๆแบบที่มันเกิดขึ้นกับใจอยู่ตลอดเวลา อยู่เหนือการควบคุม เป็นทุกข์เพราะใจคอยอ่อนไหวไหลตามสมมติความคิดกิเลสของปลอม

1.2 ความสงบใจจากกิเลส เพราะอาศัยใจปล่อย ละ วาง ไม่ยึด ไม่เสพย์ ใจเราทำสักแต่ว่ารู้ ว่ามันแค่อาการหนึ่งๆของจิตที่มีอยู่นับล้านๆแบบที่เกิดขึ้นให้ใจรู้ มันเป็นเพียงสังขารที่อิงอาศัยกันเกิดขึ้นแต่สัมผัสที่ตกกระทบใจแล้วปรุงแต่งอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดสืบต่อไป เพราะใจรู้ดเังนี้ ไม่สืบต่อดังนี้ ปล่อย ละ วาง ไม่ยึด ไม่เสพย์ ถึงความว่าง ใจว่างจากสมมติกิเลสปรุงแต่งจิต ถึงความสงบ ถึงความไม่มี ถึงความสละคืน เราจึงผ่อนคลายสบายกายใจ เย็นใจไม่เร่าร้อน เป็นสบายกายใจนัก

1.3 เมื่อรู้ดังนี้แล้ว ให้มีสติเป็นเบื้องหน้า ทำไว้ในใจเคลื่อนใจออกจากอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด มีใจน้อมไปในการไม่จับ ไม่เอา ไม่ยึด ไม่เสพย์ ถึงความว่าง ความไม่มี ความสละคืน
- ขณะนี้จะเห็นความรู้สึกทั้งปวงเป็นเพียงสังขารที่อิงอาศัยกันเกิดขึ้นให้ใจรู้ ให้ใจหลงเสพย์ จิตจะเคลื่อนออกจากกองสังขารนั้น เกิดมนสิการน้อมใจไปในความสงบ ปล่อย ละ วาง ไม่ติดใจข้องแวะอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งปวง แม้ภายนอก หรือภายใจ (แรกเริ่มที่ฝึกหัดใหม่จะตั้งด้วยมโนกรรม คือ เจตนา อาศัยใจหน่าย ผลักไสจากสังขาร จากธัมมารมร์ทั้งปวง)

1.4 คาถาแก้ความฟุ้งซ่าน

..อย่าไปติดใจข้องแวะมันเลย ติดใจข้องแวะมันไปก็หาประโยชน์สุขใดๆไม่ได้นอกจากทุกข์ ไม่ติดใจข้องแวะมันก็ไม่ทุกข์

- คำว่า "ติดใจ" ในที่นี้ คือ การเอาใจเข้าไปข้องเกี่ยว ยินดี ติดใจ ใคร่ตาม หมายมั่นต้องการปารถนา
- คำว่า "ข้องแวะ" ในที่นี้ คือ เอาใจเข้าไปข้องเกียว ยินร้าย ขุ่นข้อง ขัดเคืองใจ หมายมั่นเกลียดชัง ผลักไส
- คำว่า "มัน" ในที่นี้ คือ ธัมมารมณ์ทั้งปวง สังขารทั้งปวง คือ สิ่งที่รับรู้กระทบสัมผัสในภายนอก อาการความรู้สึกนึกคิดอันเกิดแต่กระทบสัมผัสในภายใน
- การไม่ติดใจข้องแวะ ในที่นี้หมายถึง การไม่เอาใจเข้าไปข้องเกี่ยว คือ ตั้งความสำคัญมั่นหมายของใจยินดี ยินร้าย รัก ชัง กลัว หลง สักแต่ว่ารู้แล้วก็ปล่อยผ่านไป ไม่เอาใจเอายึดครอง ไม่เอาใจเข้าไปข้องเกี่ยว ใหฟ้เกิดความสืบต่อ



2. แก้ใจไม่มีกำลัง เพราะอาศัยอุปจาระสมาธิ

คาถาแก้อารมณ์ จิตรู้สิ่งใดสิ่งนั้นคือสมมติทั้งหมด ไม่ยึดสิ่งที่จิตรู้ก็ไม่ยึดสมมติ

2.1 เพราะใจอยู่เหนือการควบคุม ทำให้ไม่อาจจะทรงอารมณ์นั้นได้ตลอดเวลา เมื่อกิเลสที่จรมาเกิดขึ้นให้ใจรู้ โดยอาศัยเครื่องล่อใจ คือ รูป เสียง กลิ้น รส โผฐฐัพพะ ธัมมารมณ์ เมื่อใดที่ใจเรารู้สิ่งเหล่านี้โดยสมมติ ย่อมเป็นเหตุให้เกิดทุกข์เมื่อนั้น เรามีความสำคัญมั่นหมายของใจไว้ต่อสิ่งนั้นอย่างไร ความทุกข์ด้วยประการฉันนั้น

2.2 เมื่อได้รู้อย่างนี้แล้วพึงไม่ตั้งความสำคัญมั่นหมายใดๆไว้กับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฐฐัพพะ ทำสักแต่ว่ารู้แล้วก็ปล่อยมันไป เราก็จะไม่ยึดสมมติ ก็ไม่มีทุกข์

2.3 ของแท้มีแค่ลมหายใจเรานี้เท่านั้น เพราะลมหายใจคือ กายสังขาร กายเรานี้อาศัยลมหายใจหล่อเลี้ยงกายไว้จึงยังทรงรูปของมันไว้ได้อยู่

2.4 ของแท้มีแค่ลมหายใจเรานี้เท่านั้น เพราะลมหายใจเป็นธาตุ ๑ ใน ธาตุ ๖ คือ วาโยธาตุในกายนี้ เคลื่อนไหวเข้าออกในกาย ทำให้กายเคลื่อนตัวเหยียดออก แผ่ออก ขยายออกด้วยลมหายใจเข้า ทำให้กายเคลื่อนตัวผ่อนลง หด คู้เข้าด้วยลมหายใจออก

2.5 ลมหายใจนี้ไม่มีทุกข์ ลมหายใจไม่มีโทษ ลมหายใจเป็นที่สบายกายใจ เพราะลมหายใจไม่ใช่เครื่องปรุงแต่งจิต ไม่ใช่เครื่องปรุ่งแต่งสมมติให้จิต รู้ลมหายใจจิตจึงไม่ยึดสมมติ รู้ลมหายใจจิตจึงไม่ปรุงแต่งจิต เพราะลมหายใจไม่ใช่ของปรุงแต่งจิต อย่าทิ้งลมหายใจ อย่าทิ้งพุทโธ

คำว่าสมมติ มีจำแนกด้วยกันดังนี้

ก. สมมติความคิด คือความคิดสืบต่อเรื่องราวต่างๆไม่อยู่กับปัจจุบัน ไปอดีตบ้าง อนาคตบ้าง ตามที่รักบ้าง ที่ชังบ้าง ที่กลัวบ้าง ที่หลงไมม่รู้ตามจริงบ้าง
ข. สมมติสัจจ์ คือ สภาพอาการแท้จริง ที่มีอยู่จริงเดิมแท้ของธรรมธาตุโดยปราศจากการจำกัดความหมายในอาการนั้นๆ เป็นการรับรู้เอาแค่อาการที่มากระทบสัมผัสจากสิ่งทั้งปวงโดยไม่จำกัดความหมายของสิ่งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ ใจ คน สัตว์ สิ่งของ รับรู้ได้ด้วยอาการสัมผัสรับรู้ทางสัมผัสในสฬายตนะ เช่น ลมหายใจก็รู้สักแต่ว่าอาการที่สัมผัสได้ คือ เคลื่อน ไหว พอง หย่อน เป็นต้น
ค. สมมติกิเลส คือ ความรักโลภ โกรธ หลง ที่เกิดขึ้นกับจิต เกิดปรุงแต่งให้ใจรู้โดยความอาศัยความคิดสืบต่อ กล่าวคือ..
- ความคิดที่ใคร่เสพย์ ความคิดสมมติสืบต่อเรื่องราวที่ใคร่ ..เกิดขึ้นได้ก็เพราะใจเรามีราคะเป็นที่ตั้งด้วยความสำคัญมั่นหมายไว้กับใจต่อสิ่งที่รู้อยู่นั้นด้วยราคะ ใจก็รู้สิ่งนั้นด้วยราคะ ใจก็จะตรึกนึกคิดสืบต่อในราคะ
- เมื่อจิตเสพย์ความคิดที่มีราคะเป็นที่ตั้ง จึงทนอยู่ได้ยาก ทุรนทุราย เร่าร้อนเป็นไฟแผดเผากายใจด้วยไฟราคะ
- โดยกิเลสราคะนี้อาศัยความรู้สึกนึกคิดอันเกิดแต่สัมผัสนี้เป็นธัมมารมณ์เครื่องล่อจิต สิ่งนี้สำคัญที่สุด เพราะละสิ่งนี้ได้จึงเห็นธัมมารมณ์ จึงเห็นธาตุที่แท้จริง  เมื่อเข้าอุปจาระสมาธิได้นิวรณ์จะอ่อน

- ความสำคัญมั่นหมายของใจ อีกประการหนึ่ง ซึ่งที่มีทับถมในใจมากจนกลายเป็นจริตนิสัยสันดาน ก็คือ นิวรณ์



3. แก้นิวรณ์ ด้วยอาศัยปฐมฌาณ

คาถา
..เพราะอิงอาศัยนิวรณ์ ความคิด ความจดจำสืบต่อในอกุศลทั้งปวงที่เกิดจากจิต ทำให้ใจเศร้าหมอง เป็นทุกข์
..เพราะความมีจิตแจ่มใส มีใจเอื้อเฟื้อ เว้นจากความเบียดเบียน มีเจตนาเป็นศีล พ้นแล้วจากกิเลสนิวรณ์เป็นสุข


- หากเข้าปฐมฌาณได้จะไม่มอกุศล จะนึกอกุศลเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก เพราะไม่มีนิวรณ์







« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 25, 2022, 08:15:41 PM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 28 29 [30]  ทั้งหมด   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ กันยายน 24, 2022, 12:21:52 AM