มิถุนายน 19, 2019, 09:53:07 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ทบทวนเจริญปฏิบัติกรรมฐานใหม่  (อ่าน 678 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 41
กระทู้: 814
สมาชิก ID: 841


« เมื่อ: พฤษภาคม 03, 2019, 11:47:55 AM »

Permalink: ทบทวนเจริญปฏิบัติกรรมฐานใหม่

ทบทวนเจริญปฏิบัติกรรมฐานใหม่

    ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติหน้าที่ทางโลก ตามหน้าที่ของบุตร หลาน บิดา สามี เพื่อพยุงครอบครัวที่อยู่ในสถานะภาพที่ลำบากอยู่ให้มีความพอกินพอใช้ได้ตามฐานะ กิจการงานหลายอย่างของปุถุชนที่ยังต้องดำเนินไปอยู่มีอยู่ ..ข้าพเจ้ายังไม่สำเร็จกิจพรหมจรรย์ จึงยังต้องมีหน้าที่ๆควรทำในการดูแลทิศทั้ง ๘ ตามฐานะ ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนสำหรับฆราวาสผู้ครองเรือน จึงได้ห่างหายไปจากการเจริญปฏิบัติกรรมฐาน

    พอเมื่อคลุกคลีนานเข้าทำให้เห็นชัดว่าสันดารเดิมของสัตว์มีความหลงยึดเอาสมมตินิวรณ์สร้างขึ้นเพื่อมจิตให้เจตนาทำไว้ในใจถึงอารมณ์นั้นเป็นปรกติ จนเสพย์สมมติยึดหลงเป็นตัวตนของตนใน ราคาะ โทสะ โมหะ ทำให้เกิดความผิดพลาดฉิบหายมากมายในชีวิตเพราะใช้อารมณ์ความรู้สึก ไม่ใช่ปัญญา

    บัดนี้ข้าพเจ้าได้เห็นชัดความเป็นโลก ว่าโลกอยู่โดยการเอาใจเข้ายึดครองอารมณ์ความรู้สึกที่รู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ เหตุของความเอาใจเข้ายึดครองนั้นคือความหลง ความไม่รู้(ความไม่รู้ในที่นี้หมายเอา ความไม่มีสติยับยั้งพิจารณาแยกแยะดี-ชั่ว จิตไม่มีกำลังพอ ระลึกไม่ได้)

    ด้วยเหตุดั่งนี้ตามคำครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้ และที่ เตี่ย-แม่ ของข้าพเจ้าที่ตั้งตรงในพระพุทธศาสนาท่านได้สั่งสอนไว้ว่า อย่าทิ้งทาน ศีล ภาวนา อย่างทิ้งกุศลความดี เมื่อรู้เห็นดังนี้ ข้าพเจ้าจึงกลับมาทบทวนปฏิบัติกรรมฐานอีกครั้ง ควบคู่ไปกับกสนทำหน้าที่ทางโลกดังนี้..

    บันทึกนี้โดยเฉพาะความรู้ความเข้าใจส่วนตัวของข้าพเจ้าเท่านั้นเพื่อทบทวนการเจริญกรรม สมถะและวิปผัสสนาที่ตนเคยเข้าถึงได้สัมผัสได้ เพื่อให้ตนดำรงอยู่โดยโดนสุจริตสันติสืบไป




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 03, 2019, 08:06:00 PM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 41
กระทู้: 814
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 03, 2019, 11:56:35 AM »

Permalink: ทบทวนเจริญปฏิบัติกรรมฐานใหม่
๑. เรียกสติ
ตั้งใจมั่นในกุศลธรรมสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ครอบคลุมกุศลกรรมเป็นที่ตั้ง มี ทาน ศีล จาคะ เป็นต้น

๑.๑ สติยั้งคิดรู้ว่าขาดความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล(เมตตา)
เมื่อเป็นผู้เร่าร้อน โทสะมีมาก ใจแคบ เห็นแก่ตัวมากขึ้น โดยความเห็นแก่ตัวนี้หมายหมายถึงความเอาความคิดตนเองเป็นใหญ่โดยไม่สนใจผู้อื่น ผู้รับผลกระทบ สภาพแวดล้อมใดๆ ไม่สนใจผู้อื่น ไม่นึกถึงความรู้สึกของผู้อื่นว่าจะเป็นอย่างไรด้วย

๑.๒ สติยั้งคิดรู้ว่าไม่รู้จักพอขาดพรหมวิหาร ๔
- เมื่อเป็นผู้ใจแคบอารมณ์เสียง่ายโกรธง่าย(เมตตา)
- เมื่อเป็นผู้เอาใจเข้ายึดถือครองทุกอย่างขาดความเกื้อกูลโดยชอบธรรม บางครั้งตนคิดว่าตนเกื้อกูลเขาแต่ตนกลับกำลังทำร้ายเขาอยู่คิดเองว่าใช่ ไม่ใช้วิธีที่ดีงามถูกต้องโดยชอบ คือ สันติ(กรุณา)
- เมื่อเป็นผู้ริษยาเร่าร้อน ใจแคบไม่มีใจอันเป็นไปเพื่อเกื้อกูลความสุขสำเร็จแก่ผู้อื่น(มุทิตา)
- เมื่อเป็นผู้เก็บเอาทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมายึดกอดไว้ แบกโลกไว้จนบ้า  เอาใจเข้ายึดครองทุกอยู่ทุกอย่างทั้งหมดทั้งปวง ทำให้เกิดความยินดี-ยินร้ายกับทุกเรื่องในชีวิตแม้เป็นเพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ไม่ปล่อยผ่าน จนทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ด้วยความยินดี-ยินร้ายนั้นๆ(อุเบกขา)

๑.๓ สติยั้งคิดรู้ว่าขาดทาน และจาคะ
- ความหวงแหนไม่สละให้ ขาดความเมตตา กรุณา มุทิตา(ทาน)
- ยึดกอดความรู้สึกทั้งปวงกระทำกาย วาจา ใจ ตามอารมณ์ความรู้สึกนั้นๆโดยยึดถือว่าเป็นตน ยึดถือ ยึดครอง กอดสมมติเอามาเป็นเครื่องอยู่หรืออารมณ์ที่ตั้งของจิตไม่ปล่อย ไม่ยอมละ ไม่ยอมพอ ไม่ยอมวาง อ่อนไหวใคร่เสพย์ ขนเกิดเป็นความเก็บกดอยู่ในใจให้ปะทุ เพราะไม่รู้จักความสละคืน(จาคะ)

๑.๔ สติยั้งคิดรู้ว่าขาดสติกำลัง และศีล
เห็นความชั่วตนว่า..คิดร้าย พูดร้าย ทำร้าย

๑.๕ สติยั้งคิดรู้ว่าใจอ่อนแอ อ่อนไหวง่ายตามอารมณ์ความรู้สึกที่มากระทบ เพราะใจไม่มีกำลัง เพราะขาดภาวนา
หวั่นไหวง่าย หลงตามความรัก โลภ โกรธ หลงง่าย อ่อนไหวไม่มีกำลังยับยั้งแยกแยะ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 03, 2019, 03:04:01 PM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 41
กระทู้: 814
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 03, 2019, 03:18:19 PM »

Permalink: ทบทวนเจริญปฏิบัติกรรมฐานใหม่
๒. กิเลสเกิดมาก อ่อนไหวง่าย ระลึกไม่ได้ เพราะว่างจากการอบรมจิตนาน จิตไม่มีกำลัง

๒.๑ กำหนดรู้ทุกข์

ประการที่ ๑. กำหนดรู้ทุกข์โดยการตามรู้

      มีสติรู้ความคิด ดูความคิด ปล่อยให้มันคิดขึเนมาแล้วทำแค่รู้ว่าเราอยาก เราคิด เราต้องการเสพย์ ต้องการได้อย่างนี้ๆ ให้มันเกิดขึ้นทำให้จนสุดใจ แล้วมาดูอาการของจิตตนว่า ตอนนั้นมันเร่าร้อนบีบอัดปะทุ ทะยานอยาก ทุรนทุรายอยู่หรือไม่ ก็สิ่งนั้นมันเป็นทุกข์ใช่ไหม ทนได้ยากใช่ไหม ถ้าทนได้ไม่ยากเราย่อมอยู่กับมันได้โดยไม่หลงตามมัน หากเร่าร้อนอัดแน่นใจสั่นฟุ้งกระสันเงี่ยนจะเสพย์จะทำให้ได้ ทนไม่ได้ นั่นเพราะมันเป็นทุกข์ ทุกข์คือสิ่งที่ทนได้ยาก ความรู้ความคิดสมมติปรุงแต่งจอมปลอมนั้นมันเป็ุกข์ มันนำทุกข์มาให้ เมื่อมันเป็นทุกข์ควรแล้วหรือที่จะเสพย์
(ราคะ โทสะ โมหะ กำหนดรู้เหมือนกัน)

ประการที่ ๒. กำหนดรู้ทุกข์โดยการกำหนดนิมิต

หากทำแค่ตามรู้ไม่ได้ ให้มีสติเป็นเบื้องหน้าปล่อยให้จิตมันคิดสร้างนิมิตสมมติกิเลสต่างๆไปตามความอยากนั้นให้สมใจมัน โดยขณะเดียวกันนั้นให้ดรมกำหนดจิตทำนิมิตระลึกถึงกองไฟที่เผาไหม้ร้อนแรง ให้มันค่อยๆเผาไหม้รูปนิมิตความคิดสมมติกิเลสที่ใจมันคิดปรุงแต่งสมมติตามความอยากขึ้นมานั้นไปทุกๆฉากให้มอดไหม้สิ้นไป เหมือนเอาไฟเผากิเลสในใจขุดมันขึ้นมาเผาให้หมด โดยกำหนดในใจว่าคิดเราเอาไฟแห่งเตโชกสินเผาภาพนิมิตความคิดถึงภาพที่เรานึกถึงกระทำทั้งปวงในการเสพย์เมถุนนั้นๆไม่ว่าจะด้วยประการใดๆทั้งปวง

๒.๑ กำหนดจิตยกขึ้นคิดพิจารณากำหนดรู้ทุกข์ตาม กาย-เวทนา-จิต-ธรรม ในมหาสติปัฏฐาน (หากยังเข้ามหาสติปัฏฐานไม่ได้ จะเป็นเพียงความคิดชอบเท่านั้น คิดออกจากทุกข์ ตราบใดที่จจิตยังไม่เดินเข้าสังขารุเปกขาการกระทำโดยความคิดเอานี้ก็เป็นเพียงสมถะเท่านั้น) ดังนี้ว่า..

     ๑. สมมติเวทนา
     สุขจากสมมติความคิดปรุงแต่งความไม่จริงไม่มีอยู่จริงในปัจจุบัน(เช่น..เห็นแล้วคิด) หรือ สุขจากสมมติเวทนาแม้ได้เสพย์อยู่นั้น ..สุขจากสมมติสัมผัสกายที่เพียงเสียดสี อุ่น นุ่ม เคลื่อนรูด สัมผัสกายที่อ่อน แข็ง เคลื่อน เอิบอาบ ที่มีอยู่ทั่วไปแล้วเอาใจเข้ายึดครองสมมติยึดหลงว่าเป็นสุขตนที่ทำให้ใจเร่าร้อนกระวนกระวายทนอยู่เฉยไม่ได้

     ๒. สุขอันเนื่องด้วยใจ
     ความสงบไม่คิด ไม่มี ไม่เร่าร้อนกระวนกระวาย ไม่คิด ไม่ปรุง ไม่คำนึงถึงมันอยู่ที่ใด จะพบเห็นอะไรก็เย็นใจไม่เร้าร้อนใช่ไหม ดังนั้นสุขอันเนื่องด้วยใจจากความไม่มีเคลือบแคลงไม่อยากไม่เสพย์ สุขอันเกิดที่ใจไม่พล่านตามกิเลสเป็นสุขแท้จริง เป็นสุขที่เนื่องด้วยใจ

     ๓. เห็นทุกข์ เห็นสมมติ ไม่เอาใจเข้ายึดครองสมมติ
     เมื่อเห็นโทษจากสุขที่เนื่องด้วยสมมติความคิดกิเลสของปลอม และ สมมติจากสุขที่เนื่องด้วยกายจอมปลอมแล้ว เราควรละสุขของปลอมนั้นเสีย แล้วมารู้สุขที่เนื่องด้วยใจจากความสงบ ความว่าง ความไม่มี สัมผัสด้วยใจเป็นอนมตะสุข เกิดขึ้นด้วยตัวเองไม่อิงอามิส ไม่ต้องไปดิ้นรนทุรนทุรายแสวงหาสิ่งใดเอามาเสพย์ให้ยึดหลงทับถมสมมติให้จิตว่าเป็นสุขของมันอีก

     ๔. จิตรู้สมมติทำความสละคืนสมมติกิเลสเร่าร้อนทั้งปวงทิ้งไป
     คนเราทุกข์เพราะสิ่งไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่มีเราในนั้น ไม่ใช่เราที่สุขจริง สุขโดยเอาใจเข้ายึดครอง หลงสมมติแห่งอาการความรู้สึกนึกคิด มันเพียงวูบวาบๆชั่วคราวประเดี๋ยวประด๋าว แต่ความความติดหลงยึดในสมมติของมันสร้างทุกข์มหันต์ที่สืบต่อยาวนานยิ่ง
     สำรอกความยึดหลงนั้นออกเสีย มันเป็นเพียงสมมติอาการความรู้สึกของธัมมารมณ์ที่มีเกิดขึ้นกับจิตตามปรกติเท่านั้น แท้จริงแล้วไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตนบุคคลใด ไม่คงทนยั่งยืนอยู่ได้นาน เป็นเพียงสมมติแห่งอาการของจิต(ธัมมารมณ์)ที่มีอยู่นับล้านๆแบบอันเกิดมีขึ้นมาผัสสะให้ใจรู้ตามปกติเท่านั้น ไม่ได้มีค่าอะไร ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ไม่มีอะไรเกินนี้ ความเป็นนั่นเป็นนี่ ความรู้สึกนึกคิดกิเลสของปลอมอย่างนั้นอย่างนี้มันไม่ใช่สิ่งที่จะมีค่ายึดเอาเป็นตัวตนอย่างนั้นจากธัมารมณ์นั้น
     ดังนั้นควรหรือหนอจะเอามาเป็นอารมณ์ที่ตั้งแห่งจิต เมื่อเอามายึดกอดไว้เป็นเครื่องอยู่ของจิตย่อมหาประโยชน์ไรๆไม่ได้นอกจากความทุกข์ ทุกข์เพราะเร่สร้อน ทุกข์เพราะบีบอัดกดข่มจิต ทุกข์เพราะซ่านไป ทุกข์เพราะไหลตาม ทุกข์เพราะบั่นทอนกำลังของใจ ทุกข์เพราะกระสันเงี่ยน ทุกข์เพราะกระหายอยาก ทุกข์เพราะเก็ดกดปะทุ ทุกข์เพราะข้องขัดผลักไส ทุกข์เพราะสุขอันไม่เที่ยง ทุกข์เพราะสมมติสุข ทุกข์เพราะความไม่ใช้ตัวตน ทุกข์เพราะความอิ่มไม่เป็น ทุกข์เพราะหวั่นไหวตามธัมมารมณ์ที่เกิดดับเท่านั้น

เหมือนตอนที่เราสันตะติขาดแล้วจิตเราเข้าไปเห็นไตรลักษณ์ของจริงกำลังทำความสำรอกออก ..แต่เพราะทำอุเปกขาสัมโพชฌงค์ไม่ได้จึงเข้าไม่ถึง แล้วหลุดออกมา.. หากเทียบเคียงกับความคิดโดยสมถะที่เข้าไม่ถึงแล้วจะทำได้โดยการเห็นว่าความไม่ก้าวล่วง ไม่มีภัย ไม่ียึด ไม่หลง ดำรงอยู่โดยสุจริตสันติเป็นสุข จิตน้อมสุขเข้ามาใจในสลายเหมือนลมพัดความเร่าร้อนทิ้งไปให้สบายสิ้นไปดังนี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 03, 2019, 08:08:58 PM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 41
กระทู้: 814
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 03, 2019, 04:33:06 PM »

Permalink: ทบทวนเจริญปฏิบัติกรรมฐานใหม่
๓. กิเลสเกิดมาก อ่อนไหวง่าย ระลึกไม่ได้ เพราะว่างจากการอบรมจิตนาน เข้าสมาธิไม่ได้

๓.๑ รู้

๓.๒ ปล่อย

๓.๓ เปลี่ยนทิศ

๓.๔ รวม ปัก

๓.๕ สงบ วาง
บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 41
กระทู้: 814
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 03, 2019, 04:33:33 PM »

Permalink: ทบทวนเจริญปฏิบัติกรรมฐานใหม่
๔.
บันทึกการเข้า
Breezsx
เด็กใหม่
*****

พลังความดี : 0


เพศ: หญิง
อายุ: 0
กระทู้: 2
สมาชิก ID: 3225


อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2019, 04:30:13 PM »

Permalink: ทบทวนเจริญปฏิบัติกรรมฐานใหม่
สรุปเรื่องราวได้ดีครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ มิถุนายน 17, 2019, 08:35:59 AM