กันยายน 24, 2020, 02:37:02 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: กันยายน 22, 2020, 03:57:33 PM 
เริ่มโดย cliphot888 - กระทู้ล่าสุด โดย เดย์เวิร์ค
น่ารักมากเลยค่ะ  รูดซิบปาก

 2 
 เมื่อ: กันยายน 20, 2020, 02:17:19 AM 
เริ่มโดย พรหมสิทธิ์ - กระทู้ล่าสุด โดย พรหมสิทธิ์
เข้าใจศีลอย่างถูกต้อง

ศีล ความหมายอย่างสูงปรมัตถ์แปลว่า "ปกติในธรรม"

ศีล ความหมายอย่างธรรมดาแปลว่า "ข้อห้าม ข้อปฏิบัติ ข้อควรปฏิบัติ"

    ๑. ศีลในระดับที่เป็นธรรม คือ ปกติ

    ๒. ศีลในระดับที่เป็นวินัย ข้อห้าม ข้อสิ่งที่ไม่ควรทำ สิ่งที่ควรปฏิบัติ

    ศีลเป็นความปกติในธรรม สิ่งที่เราปฏิบัติไปตามภาวะแห่งธรรม นี่แหละคือการปฏิบัติตามศีล ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าปกติอะไร เดี๋ยวต่างคนก็ต่างถือปกติของตัวเองก็จะเกิดความวุ่นวาย ในธรรมต้องเป็นอย่างนี้ๆ ในธรรมเขากำหนดไว้

    ยกตัวอย่าง เราหิวข้าวจนมือสั่น เราก็ต้องไปกินข้าว นี่ปฏิบัติตามศีล แต่ถ้ายังไม่ไปกินข้าวยังปล่อยให้หิวโซ แสดงว่าไม่ปฏิบัติตามธรรม เป็นคนไม่มีศีล

    ยกตัวอย่าง ครั้งหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะตอนยังไม่สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้ายังทรงบำเพ็ญอยู่ทรงผิดศีล เพราะว่า บำเพ็ญทุกรกิริยา ทรมานร่างกายด้วยการอดอาหาร ส่งให้ผลไม่ถูกต้องในธรรม ท่านจึงหันกลับมาเสวยพระกระยาหารใหม่

    ส่วนที่เป็นศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ศีล ๓๑๑ ข้อ ศีลเหล่านี้เป็นศีลข้อบังคับ เปรียบเสมือนว่าเราต้องเข้าห้องเรียนไปเรียนชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา เป็นต้น ก่อนที่จะไปเข้าสู่ธรรมได้ แล้วทำไมเราต้องเข้าโรงเรียน หรือมีศีลเป็นข้อบังคับ? ถ้าเราไม่เรียนเราก็ไม่มีพื้นฐาน ก็ย่อมไปไม่ถึงจุดหมาย

    ยกตัวอย่าง ตอนนี้เราอายุ ๒๒ ปีแล้ว แต่เราไม่ผ่านประถมศึกษา และมัธยมศึกษามาเขาก็จะไม่ให้เรียนระดับอุดมศึกษา คือ ปริญญาตรีขึ้นไป เราต้องไปผ่านการเรียนพื้นฐานการศึกษาก่อน อย่างน้อยเราต้องไปสอบเทียบ

    สิ่งที่เรามีศีล ๕ ศีล ๘ ฯลฯ เหมือนกับว่าเราผ่านมัธยมศึกษาแล้ว เวลาเราได้รับธรรมะต่างๆ ก็จะทำให้จิตและปัญญาของเราปราณีตขึ้น รับธรรมะอันแยบยลขึ้นได้ กว้างขวางขึ้น

    ศีลเป็นปกติของธรรม ศีล ๕, ๘, ๑๐ ฯลฯ เป็นข้อบังคับเฉยๆ เพราะคนไม่รู้ก็บังคับไม่ให้ทำอย่างนี้เป็นต้น เขาก็ไม่ทำชั่ว ก็เป็นไปตามภาวะธรรมนั้น แต่มันแคบ พอรู้เกี่ยวกับศีลก็จะกระจายขึ้น

    สมมติว่า พระดำถือศีล ๒๒๗ ข้อ กับพระแดงถือศีลในธรรม คือ เป็นปกติในธรรม กรณีมีเหตุการณ์ ผู้หญิงจมน้ำ

    พระดำที่ถือศีล ๒๒๗ ข้อ ก็จะไม่ไปช่วยเหลือหญิงคนนี้ เพราะแตะต้องตัวผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ ถ้าแตะต้องก็จะอาบัติ ผิดศีล ทั้งๆ ว่าตนเองก็สามารถว่ายน้ำเป็นช่วยเหลือคนได้ แต่ไม่ช่วยเพราะกลัวอาบัติ ผิดศีล

    แต่พระแดงถือศีลในธรรม ถือความเป็นปกติในธรรม ก็จะกระโดดลงไปช่วยผู้หญิงคนนี้ อุ้มขึ้นมาให้รอดพ้นจากการจมน้ำตาย

    แต่พระแดงที่ถือศีลแห่งความเป็นปกติ คือ ท่านทำถูกต้องศีลในธรรม เรียบร้อย

    เหมือนกัน ในเรื่องของกฎหมาย ถ้าหากว่าด้วยกฎหมาย กฎกระทรวงใดขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ต้องวางไว้ ก็ต้องเอาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตรงนี้เปรียบเสมือนกับการเข้าสู่กฎหมายธรรม กฎหมายธรรมก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ส่วนข้อสิกขาบท ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๒๒๗ ข้อ นี้เป็นกฎหมายของกระทรวงตั้งๆ ที่ตราขึ้นมา

    ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๒๒๗ ข้อนี้เป็นศีลข้อห้าม แต่ถ้าไปถึงจุดสูงสุดก็จะเป็นศีลธรรมแล้ว เป็นศีลของธรรม เป็นปกติของธรรมแล้ว
    พอเราเข้าใจเช่นนี้เราถึงเข้าใจว่าพระแดงที่ไปช่วยเหลือผู้หญิงนี้ไม่ผิด เพราะเราเอาศีลรัฐธรรมนูญเป็นว่า กฎหมายกระทรวงต่างๆ ถ้าหากว่ามีกฎหมายของรัฐธรรมนูญมาแล้ว ก็ต้องยึดเอากฎหมายรัฐธรรมนูญ

    ก้อนหินหนึ่งก้อนมีศีลไหม? ตอบว่ามี

    ศีลของก้อนหินก็คือศีลในธรรมเป็นปกติ เพราะถ้าไม่เช่นนั้นก้อนหินก้อนหนึ่งก็คงอยู่ไม่ได้ เพราะก้อนหินนี้มีศีลจึงสามารถดำรงอยู่ในธรรมได้ ถ้าไม่เช่นนั้น ถ้าก้อนหินนี้ไม่มีความปกติในธรรม ก้อนหินนี้ก็ต้องถูกทำลาย แตกสลายไป เพราะว่าไม่ปกติ อยู่ไม่ได้

    เหมือนกับพระเทวทัต เป็นพระที่ไม่ดี ในธรรมก็จะจัดการ คือ โดนธรณีสูบลงไปตายเลย แม้ว่าพระพุทธเจ้าไม่ถือโทษ แต่ธรรมบอกว่าหมดเวลาแล้ว หมดสภาพแห่งความเป็นปกติในธรม

    คำว่า "วินัย" วินัยนี้ความสำคัญอยู่ระดับล่าง เป็นกฎระเบียบ คำว่า "ศีล" ก็เป็นวินัยนี่เอง เช่น ศีล ๒๒๗ ข้อ เรียกว่า สิกขาบท เป็นวินัยของพระ

    วินัยก็คือให้ดำรงอยู่ตรงนั้นได้ ถ้าเราไม่มีวินัยเราก็เป็นพระไม่ได้ ก็ต้องไล่ออก โดนไล่ขับสึกออกจากความเป็นพระ เป็นต้น

    การที่เรามีวินัยก็เพื่อให้ดำรงอยู่ในภาวะนั้นๆ ถ้าเราผิดวินัย ๒๒๗ ข้อ เราก็ต้องโดนไล่ออกไป

    เวลานี้เราเป็นพระภิกษุ เราก็ต้องมีวินัย ๒๒๗ ข้อ ถ้าเราขาดเมื่อไหร่เราก็ขาดความเป็นพระภิกษุทันที

    เราเป็นคน ถ้าขาดศีลธรรม เราก็ขาดความเป็นคน ในสังคมก็จะไม่เอาเรา สังคมก็จะตำหนิเรา ในสังคมก็จะไม่ยอมรับเรา

    ถ้าถามว่า ทำไมเราต้องมีศีล มีวินัย เพื่อปฏิบัติให้ถูกต้อง เพื่อมีสิทธิ์ที่จะดำรงอยู่ ที่จะมีชีวิตอยู่ ที่จะมีฐานะอยู่ ที่จะมีตัวตนอยู่ ถ้าเราไม่มีศีล ไม่มีวินัย เราไม่ปฏิบัติตามเราก็จะเข้าคุก เราก็จะหมดความเป็นตัวตนของตัวแล้ว แต่ถ้าเรามีศีล มีวินัย ใครจะมาเอาเราเข้าคุกก็ไม่ได้

    บางคนก็จะถามว่า ทำไมต้องมีศีล มีวินัย เพราะว่าถ้าเราไม่ทำก็ผิดกติกาของเขา เราก็อยู่ไม่ได้

    ข้อวินัยก็คือข้อกฎหมายนี่เอง คือ ถ้าเรามีวินัยพร้อมองค์ คือ ถ้าคุณมีวินัยอย่างนี้คุณจะได้รับอะไร? ถ้าคุณผิดวินัยตรงนี้คุณจะได้รับอะไร? ในวินัยพร้อมองค์นี้จะบอกว่าถ้าเรามีแล้วเราจะได้รับอะไร? แต่ถ้าเราไม่มีแล้วเราจะต้องถูกทำโทษอะไร? ไม่ใช่วินัยเฉยๆ เพราะถ้าเป็นวินัยเฉยๆ คือ ไม่มีข้อที่ว่าถ้าเราไม่ทำเราจะโดนอะไร? นี่คือกฎหมาย

    แต่ถ้าเป็นกฎหมายของธรรม ถ้าทำผิดก็จะได้รับโทษเช่นกัน ยกตัวอย่างพระเทวทัต เมื่อทำผิดในธรรมก็จะถูกดูดกลับทันที

    กฎหมายทางโลกนี้ก็ไปเรียนแบบทางธรรมออกมา ถ้าคุณทำดีก็จะเป็นพลเมืองที่ดี ถ้าคุณเป็นพลเมืองร้ายก็ต้องถูกจับ มีบทลงโทษ

    เช่นเดียวกับวินัยของพระภิกษุ ๒๒๗ ข้อ ถ้าหากพระภิกษุท่านทำดีก็จะมีคนยกย่องให้ความเคารพนับถือ แต่ถ้าพระภิกษุท่านผิดวินัยต้องอาบัติ หมู่สงฆ์หรือฆราวาสก็จะขับไล่ให้สิกขาลาเพศ

    ยกตัวอย่างพระครูบาศรีวิชัยถูกกลั่นแกล้ง ก็ไม่มีปัญหา หัวใจของครูบาศรีวิชัยก็คือ คุณจะกลั่นแกล้งก็กลั่นแกล้งไป แต่ของฉันคือของจริง ฉันมั่นใจในเหตุดีที่ได้กระทำ นี่คือหัวในของพระครูบาศรีวิชัย ถ้าครูบาศรีวิชัยอ่อนใจในการทำดี สิ่งต่างๆ ก็จะอ่อนไปหมด ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ทางขึ้นดอยพระธาตุดอยสุเทพก็คงไม่สำเร็จ ก็จะกลายเป็นโจรผู้ดีไป เช่นที่ให้เห็นคือ โจรปล้นคนรวยมาช่วยคนจน

^_^  ..._/_...  ^_^
ขอความเคารพ หากผู้รู้มีสิ่งชี้แนะ น้อมรับฟังเสมอ และขอความกรุณาแย้ง ชี้แจง ชี้แนะ แม้แต่ต้องการให้เพิ่มเติมสิ่งใด ก็ขอได้บอกกล่าวมา

#อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต

 3 
 เมื่อ: กันยายน 19, 2020, 01:46:42 AM 
เริ่มโดย พรหมสิทธิ์ - กระทู้ล่าสุด โดย พรหมสิทธิ์
น้ำ คือ ศีล ย่อมล้างมลทิน แก้กรรมได้

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค กล่าวว่า
    "น้ำคือศีลย่อมล้างมลทินอันใดของสัตว์ทั้งหลายได้ แม่น้ำใหญ่ ๆ คือ คงคา, ยมุนา, สรภู, สรัสวดี, นินนคา, อจิรวดีหรือมหี หาสามารถล้างมลทินนั้นของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ได้ไม่" (พระพุทธโฆษาจารย์.  ๒๕๕๑.  คัมภีร์วิสุทธิมรรค. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) แปลและเรียบเรียง.  พิมพ์ครั้งที่ ๗.  กรุงเทพ : บริษัท ธนาเพรส จำกัด, ๑๔.)

    น้ำคือน้ำ จะล้างมลทินไม่ได้ แต่ถ้าหากว่าเรากำหนดจิตเจตนาของเราลงไปว่า น้ำคือศีล ก็สามารถล้างมลทินได้ แก้ไขได้

    ถ้าเราอาบน้ำมนต์ เราก็ต้องถือว่า น้ำนี้คือศีล อย่าถือว่าน้ำคือน้ำ ถ้าถือว่าน้ำคือศีลก็จะสามารถแก้ไขมลทินได้

    สมมติว่า เราลงไปในแม่น้ำ แล้วเราตัั้งจิตอธิษฐานเลยว่า น้ำนี้เปรียบเสมือนกับศีลที่เราจะชำระล้าง สิ่งที่เราผิดอะไรต่างๆ บัดนี้เราสำนึกเราจะแก้ไข ทำตัวใหม่ด้วยศีล น้ำแห่งศีลนี้จึงชำระล้าง ด้วยวิธีการแบบนี้จึงจะสามารถชำระล้างมลทินได้

    แต่ถ้าเราบอกว่า เอาแม่น้ำคงคามาล้างให้สะอาด อย่างนี้ไม่ได้ ล้างยังไงก็ไม่สะอาด เพราะว่าเราไม่ได้ล้างด้วยปัญญา แต่ถ้าเราให้น้ำนี้คือศีล เป็นการล้างด้วยปัญญา เพราะศีลเรากำหนดว่า "ไม่ดี" เราจึงไม่ไปกระทำ แล้วทำไมจึงแก้ไม่ได้ สิ่งนี้แหละ เป็นการแก้กรรมชัดๆ เขาทำถูกแล้วแต่อธิบายผิด คนจึงไม่เข้าใจ ไม่ลึกซึ้ง เลยเอาแต่ว่า!! เอาแต่น้ำมาแล้วรดลงตัวเราแล้วบอกว่าหายไป ไม่มีมลทิน อย่างนี้ไม่ได้ แต่ถ้าจะให้หายจากมลทิน เราจะต้องถือว่า น้ำนี้เป็นศีล

    เอาแม่น้ำทั้งสายคงคามาชำระล้างก็ไม่สะอาด แต่น้ำหยดเดียวของแม่น้ำคงคา แต่เราให้ถือว่าเป็นศีลก็สะอาดได้ เพราะสะอาดด้วยปัญญา

    ยกตัวอย่าง เราไปถึงแม่น้ำคงคา แล้วเอามือกวักตักน้ำขึ้นมา แล้วอธิษฐานว่า น้ำคือศีล แม่น้ำคงคาคือศีลที่จะชำระล้าง สิ่งที่เราทำผิดพลาดมา บัดนี้เราจะตั้งอยู่ในศีล นี่แหละ เป็นการแก้กรรม ยังไงจะแก้ไม่ได้

    พราหมณ์ยุคแรกเขาทำถูก แต่ไม่ได้อธิบาย แต่พราหมณ์ยุคหลังๆ นี้อธิบายไม่ถูก ไม่รู้จะพูดยังไง เลยกลายเป็นว่า แม่น้ำคงคาศักดิ์สิทธิ์

    เราต้องบอกว่า ทำไมแม่น้ำคงคาถึงศักดิ์ิสิทธิ์ เพราะว่า น้ำเปรียบเสมือนศีล แม่น้ำคงคาเป็นศีล ถ้าเราถือแม่น้ำคงคาเป็นศีล เราก็จะสามารถชำระล้างมลทินได้

    แต่ถ้าเราไม่ถือว่าแม่น้ำคงคาเป็นศีล ต่อให้มีแม่น้ำ ๑๐ สาย ก็ชำระล้างไม่ได้ เห็นไหมความหมายเป็นเช่นนี้

    เราเปรียบว่าน้ำคือศีล แต่น้ำนี้ไม่ได้มาชำระมลทินของเรา แต่เป็นเพราะว่าเราปฏิบัติในศีล จึงถูกชำระ เพราะศีลทำให้เราละชั่ว ทำดี

    ศีลก็คือละชั่ว ทำดี

    ศีลทำให้เราพิจารณา "เหตุ" เหตุที่จะมาทำให้เกิดผล "ชั่ว" เราไม่เอา เพราะว่าเรารู้ทัน เป็นปัญญา

    ทำไมเราบอกว่าศีลเป็นปัญญา?

    เพราะว่าทำให้เราพิจารณาได้ว่า อะไรถูก อะไรผิด ไม่ใช่ว่าศีลเป็นของแข็งๆ ทื่อๆ ไม่เป็นปัญญา

    ศีลเป็นปัญญา ทำให้เราคิดได้ แต่!! ศีลไม่ใช่ตัวปัญญา

    แต่ศีลเป็นตัวที่ทำให้เราคิดได้ ทำให้เราเกิดปัญญา สำหรับตัวปัญญา คือ ตัวพิจารณาศีล สำหรับตัวที่พิจารณาศีลนี้คือตัวอะไร เราขอยกให้ว่าเป็นโยนิโสมนสิการ (โยนิโสมนสิการ คือ เป็นกระบวนการคิดพิจารณาตั้งแต่ต้นเหตุไปถึงผล ผลไปถึงเหตุ ให้ครบวงจรตามภาวะจริงแท้แห่งธรรม) โยนิโสมนสิการทำให้เราเกิดปัญญา ขบวนการอย่างนี้เขาเรียกว่า วิปัสสนากรรมฐาน

    ถ้าเราแก้กรรมด้วยศีลแล้ว แต่เรายังมีพฤติกรรมยังเก่าอยู่อีกจะแก้ได้ไหม?

    ถ้าผิดศีล ก็แก้ไม่ได้ เพราะถ้าเจตนาที่เราตั้งไว้นั้นยังอยู่ เราก็อย่าไปทำผิดศีล

    แต่ถ้า ๑๐ วันนี้ เราทำได้ตามที่เราได้อธิษฐานไว้ช่วงที่ล้างน้ำด้วยศีล แต่ในวันที่ ๑๑ เราทำไม่ได้ล่ะ?

    ก็เป็นเพราะตบะเราอ่อน ตบะไม่พอ เราทำได้ ๑๐ วัน ก็ได้เหตุที่ดี ๑๐ วัน ส่วนวันที่ ๑๑ ไม่ใช่ ก็คือไม่ใช่ จะเอามารวมกันไม่ได้ เพราะเราทำเหตุดี ๑๐ วัน เราจะเอา ๑๑ วันได้ยังไง?

    ศีล เป็นหัวใจในการแก้กรรม

    เมื่อก่อนเราเข้าใจศีลลวกๆ หารู้ไม่ว่าศีลมีอานิสงส์เยอะ อย่าไปทอดทิ้งศีล บางคนบอกว่าศีลไม่สำคัญ บางคนบอกว่า ทำไมต้องมีศีล ๕ แต่นั้นเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เข้าใจศีล

    ศีลเป็นคำนิยามหนึ่งในการแก้กรรม ศีลเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขกรรม
 
สีลัง กัมมะปะฏิกะระเณ ปะระมัง มัญญัง โหติ.
ศีลเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้กรรม.
 
ผู้มีศีลย่อมพ้นจากเคราะห์ภัย
 
^_^  ..._/_...  ^_^
ขอความเคารพ หากผู้รู้มีสิ่งชี้แนะ น้อมรับฟังเสมอ และขอความกรุณาแย้ง ชี้แจง ชี้แนะ แม้แต่ต้องการให้เพิ่มเติมสิ่งใด ก็ขอได้บอกกล่าวมา

#อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต

 4 
 เมื่อ: กันยายน 15, 2020, 06:57:58 PM 
เริ่มโดย พรหมสิทธิ์ - กระทู้ล่าสุด โดย พรหมสิทธิ์
กระบวนการของ "ฌาน"

    ฌาน คือ การเพ่ง สนใจอยู่จุดใดจุดหนึ่ง การที่จะมีฌาน หรือได้ฌานนั้นจะต้องอาศัยอะไร? คือต้องอาศัยสมาธิ และสมาธินี่แหละจะมีการกำหนดจิตล่ะว่า จะให้จิตเราอยู่ตรงนี้ ไม่ให้เคลื่อนที่ เรียกว่า "การเพ่ง" เพ่งเจาะจงอยู่ตรงนี้ ไม่เคลื่อนจิตไปไหน

 
ปฐมฌาน ฌานที่ ๑

    ในปฐมฌานนี้ ฌานขั้นที่ ๑ มีองค์ประกอบหลักๆในการปฏิบัติอยู่ ๕ ประการ ได้แก่

    ๑. วิตก คือ คิดอารมณ์ คิดเพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือคิดสิ่งใดก็ได้ หรือเรียกว่า "กังวล"

    ๒. วิจาร คือ เคล้าคลึงอารมณ์ นำสิ่งที่เรากังวล หรือนำอารมณ์ที่วิตกนั้นมาวิเคราะห์ วิจัย พิจารณา หรือนำข้อมูลที่วินิจฉัยมาเปรียบเทียบ เทียบเคียง วิเคราะห์ความแตกต่างกันว่า ดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิดประการใด โดยโยนิโสมนสิการ คือ การคิดพิจารณาตั้งแต่ต้นเหตุไปถึงผล ผลไปถึงเหตุ ให้ครบวงจรตามภาวะจริงแท้แห่งธรรม

    ๓. ปิติ คือ ดีใจ สรุปว่าสิ่งที่มาวิเคราะห์นั้นสรุปได้หรือยังไม่สรุป  ถ้าเกิดปิติก็จะสรุปได้  (ดีใจแล้วแปรเปลี่ยนมาเป็นสุข) ปีติ  ก็คือ ความเอิบอิ่มใจ คือ จะต้องยอมรับความเป็นจริงแห่งธรรม มายาธรรม ธรรมชาติแห่งความเป็นไปตามวิถีแห่งธรรม แล้วสรุปตามภาวะแห่งธรรมนั้นๆ จึงจะเกิดความเอิบอิ่มใจ ถ้าไม่มีการสรุป จิตของเราก็จะสืบเสาะ แสวงหา โหยหาจึงไม่เกิดปีติ และมีถ้าเรามีปีติก็จะส่งผลให้เรามีกำลังใจทำต่อ

    ๔. สุข คือ การคิดสรุปว่า "ดี" หรือ "พึงพอใจแล้ว"

    ๕. เอกกัคคตา คือ สรุปแน่นอน และดำรงอารมณ์อยู่ ณ จุดนั้น (สรุปแน่นอนแล้วว่าเป็นอะไร) สมมติว่าอะไรก็แล้วแต่จะมีสักกี่ข้อว่าจะเป็นความสุข เราจะอยู่กับสุขนั้นล่ะ แต่ถ้าเรายังจะอยู่ในวิตกก็กังวลไป คิดอะไรไปเรื่อย แม้แต่คิดเป็นหลักการอะไรสักอย่างก็จะยังไม่เข้าสู่เอกคัคคตานี่แน่นอน อะไรอย่างนี้

    สมมติว่าเรานั่งแล้วพึงพอใจก็จะนั่งได้นาน เพราะถ้าเรามีเอกัคคตา จิตเราก็จะยึดตัวนี้ไปเรื่อยๆ คือยึดตัวพึงพอใจที่ทำสิ่งนี้

    ถ้าเรานั่งแล้วเจ็บปวดขา แล้วจิตเราก็จะไม่มายึดตรงนี้แล้ว แล้วถามว่าเราจะเอกัคคตากับตัวไหนล่ะ ถ้าจิตเราไปอยู่กับตรงนั้นมีความสุข เราก็จะลืมทุกข์ความเจ็บปวดตรงนี้

 
ทุติยฌาน ฌานที่ ๒

    ในญาณที่ ๒ นี้ มีองค์ประกอบ ๓ ข้อ คือ จะละวิตก วิจารได้ ละข้อสงสัยไปได้ พอเรานั่งปั้บก็ตัดไปได้แล้ว เพราะว่าขึ้นขั้นแล้ว เราไม่ต้องสงสัยแล้ว เชื่อมั่นแล้ว ได้แก่

    ๑. ปีติ        ๒. สุข         ๓. เอกัคคตา

    ความหมายแต่ละข้อข้างต้น อธิบายตามปฐมฌานที่กล่าวมา

ตติยฌาน ฌานที่ ๓


    ฌานที่ ๓ มีองค์ประกอบ ๒ ข้อ คือ ให้ละปิติ แล้วเจริญ

    ๑. สุข        ๒. เอกัคคตา

    สาเหตุทำไมฌานที่ ๓ ถึงต้องละ วิตก วิจาร ปิติได้ เหลือแต่ สุขกับเอกัคคตา

    ถ้าคิดไปว่าทำไมถึงเร็วจังสามารถตัดข้อ ๑-๓ ได้ ถ้าคิดว่าทำไมถึงตัดได้เร็ว หรือละได้เร็ว แต่ข้อ ๑-๓ ก็ไม่ใช่ง่ายๆนะ ถ้าเราควบคุมจิตใจได้ แต่ถ้าควบคุมจิตไม่ได้ก็ทำได้ยากเช่นเดียวกัน

 
จตุตถฌาน ฌานที่ ๔

    ฌานที่ ๔ นี้มีองค์ประกอบ ๒ ข้อ คือ ให้ละสุขเสียได้ แล้วเจริญ

    ๑. อุเบกขา     ๒. เอกัคคตา

    ถ้าเราไม่อุเบกขา เราก็จะยึดติดกับสิ่งต่างๆ อยู่เรื่อย หวั่นไหวไปเรื่อย สมมติว่า เราเอาเรือไปผูกติดกับแพ น้ำใหลลอยไปยังไงก็จะอยู่อย่างนั้น ถ้าเราให้เชือกหลุดออกจากแพ เราถึงจะเป็นตัวของตัวเองได้ ถ้าอย่างนั้น ฌาน ๑-๓ นี่ก็ใหลไปตามกระแสน้ำ ถึงบอกว่าเป็นตัวอะไรที่ยังใช้ไม่ได้ เพียงแค่รับรู้เฉยๆ เป็นบันไดให้ขึ้นถึงขั้นที่ ๔ ขั้นที่ ๔ เราต้องอุเบกขา ต้องให้หลุดจากสิ่งที่เป็นอยู่ เช่น เราวิตก เราต้องหลุดออกจากวิตกล่ะ ถ้าเรายักวิตกก็จะพาเราไปอีกแล้ว

    ยกตัวอย่าง วิตกคือความไม่เข้าใจในสิ่งนั้น เราก็จะวิตกว่ามันเป็นอะไรว่ะ มันเป็นยังไงว่ะ หรือจะอะไร ถ้าจะว่าไปก็คือการสงสัย ลังเลสงสัย

    พอมาวิจาร คือ มันจะมาเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า เป็นอย่างนี้หรือเปล่า เรียกว่า วิจาร คือ เอามาวิเคราะห์

    ปิติ คือ รู้แล้ว ดีใจว่านี่คืออะไร มันเป็นยังไง

    พอดีใจปั้บ ก็สรุปพึงพอใจ สรุปแล้วว่าพึงพอใจอย่างนี้

    เอกัคคตา คือ จะถือตรงไหน จะถือตรงนี้เป็นหนึ่ง ก็จะถือตรงนี้ล่ะ

    การกำหนดลมหายใจ "พุทโธ" อันนี้เป็นกุศโลบายที่จะทำให้จิตเราอยู่ ไม่ใช่เป็นตัวที่จะนำพาไปให้ได้ฌาน สิ่งที่นำพาไปต้องเป็นการกำหนดจิต

    สมมติว่านำพาไปเพื่อตรงนี้ ใช่มั้ย? เราก็ต้องกำหนดจิตมาตรงนี้สิ เราไม่กำหนดจิตมาตรงนี้แล้วกำหนดจิตไปที่อื่นแล้วจะมาตรงนี้ได้ยังไง ก็ฟุ้งซ่านหมด สรุปแล้วว่าเอกัคคตาจะไปสู่สิ่งไหน นี่แหละเริ่มเข้าสู่กสิณล่ะ

    สมมติว่าเอกัคคตาของเราอยู่ที่พระพุทธรูป จิตเราก็จะอยู่กับพระพุทธรูป นี่แหละ เขาเรียกว่ากสิณ

    สมมติว่าเอกัคคตาเราจะไปอยู่ที่น้ำ เราก็จะเพ่งน้ำ ก็อยู่กับน้ำ อยู่กับไฟก็เช่นเดียวกัน เอกัคคตาเราก็อยู่กับไฟ สมาธิก็จะอยู่ตรงนั้น นี่แหละเรียกว่า ฌาน แปลว่า "เพ่ง"

    เพ่งแล้วทำอะไรต่อ ก็คือพิจารณาความเป็นไปของสิ่งนั้น เช่น ไฟเป็นยังไง อะไรข้างใน ลึกเข้าไปเรื่อยๆ ถ้านั่งเฉยๆ ไม่พิจารณาเขาเรียกว่า "สมาธิตาย" ทำอะไรไม่ได้

    ฉะนั้น นั่งสมาธิสมควรคิด พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ให้ถอยลงมาแล้วเข้าสู่วิปัสสนากรรมฐาน จึงจะเกิดอานิสงส์ได้ ถ้าไม่เช่นนั้นก็เป็นสมาธิตาย (สมาธินิ่ง) คือ รู้อย่างนี้แล้วก็จ้องอย่างนี้ นั่งไปสามพันปีก็เป็นอยู่อย่างนี้ แล้วก็ออกจากสมาธิก็ไม่รู้เรื่องว่าเป็นอะไร คืออะไร

    พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าไม่ถูกต้อง แก้ทุกข์ไม่ได้ พอแก้ทุกข์ไม่ได้พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าให้ถอยออกมา ถอยลงมา ยังไม่ถึงขั้น ๓ ไม่ถึงขั้น ๑ ถอยลงมาหนึ่งขั้นเพื่อเอากำลังของสมาธิ เข้าสู่การเจริญวิปัสสนากรรมฐานว่า ต้นเหตุตรงนั้นเกิดจากอะไร? นี่คือหลักของพระพุทธเจ้า จึงจะสามารถแก้ทุกข์ได้ เข้าใจหรือไม่ ต่างกันแค่ตรงนี้

    ถ้าเป็นของโบราณ นั่งเฉยๆ ดูไปเถอะ ถ้าของพระพุทธเจ้าบอกว่าไม่ได้ ต้องถอยออกมาแล้วมาดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถึงจะมาแก้ทุกข์ได้ แค่นี้ ง่ายมั้ย ง่าย ถ้ายากเพราะว่าเราไม่ได้ทำบ่อยๆ

    ถ้าเราทำบ่อยๆ เราก็สามารถทำได้ ไม่ต้องนั่งสมาธิ

    เราจะเอาดอกบัวมาทำสมาธิได้มั้ย ได้สิ ขึ้นอยู่กับว่าเรากำหนดจิต แล้วเราต้องมาวิตกวิจาร ถ้าเราไปถึงเอกัคคตาแล้วเราจะไปจับวิตก วิจารทำไม เพราะเข้าสู่กสิณแล้ว อันนั้นเป็นแค่ทางผ่าน เราต้องผ่านไป ผ่านแล้วเราสรุปจะเอายังไง ถึงจะไปทำขั้นต่อไป

    ที่พูดมาถึงขั้น ๓ ไปแล้วนะ เราจะเอาขั้น ๑ ก็ต้องไปทำ วิตก วิจาร อะไรก็ไปว่ากัน ว่าแล้วสรุปหรือยังว่าจะเอาอะไร ถ้า ๑-๓ ยังไม่สรุป

    เห็นหรือไม่ว่าเวลาเราทำอะไรจะต้องตัดเรื่อยๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ เราตัดข้อล่างหรือยัง ถ้าเราตัดข้อที่ ๑-๓ เราก็จะมาเข้าสู่องค์ฌานข้อที่ ๔-๕ ก็จะเป็นหนึ่งล่ะ

    ยกตัวอย่าง การบวงสรวงโดยใช้หม้อบวงสรวงจะปฏิบัติให้เกิดฌานได้หรือไม่ ตอบว่าได้ ตกลงว่าเราตัดข้อ ๑-๒-๓ หรือยัง ตอนนี้เราอยู่ขั้นอะไร

    ขั้นที่ ๑ วิตก คือ ไปดูว่าการบวงสรวง หม้อบวงสรวงมันคืออะไร

    ขั้นที่ ๒ วิจาร คือ เราวนหม้อบวงสรวงจะไหม้เรามั้ย ถ้าลมแรงไฟก็จะรนใบหน้าเรา เช่น เราจะใส่การบูรเท่าไหร่ถึงจะไม่ร้อน ควรจะยกแค่ไหน ฯลฯ

    ขั้นที่ ๓ ปิติ คือ พอข้อ ๑ - ๒ เราทำได้แล้วเกิดปิติมั้ย ถ้าเกิดปิติแล้วเราจะมีความสุขเราต้องทำอะไร ยินดีพอใจกับสิ่งเหล่านั้น

    ขั้นที่ ๔ สุข คือ ถ้าเราทำการบวงสรวงนี้ ถ้าสรุปว่าจะบวงสรวงอย่างนี้ล่ะ ก็จะมีความสุข

    ขั้นที่ ๕ เอกัคคตา คือ สรุปแน่นอน และดำรงอารมณ์อยู่ ณ จุดนั้น และจะแน่วแน่ต่อเนื่อง

    ยกตัวอย่าง ถ้าไม่ต่อเนื่อง ถ้ามีสาวสวย ผิวขาวเนียนอมชมพู ขาขาวๆ นมโตๆ นุ่งกระโปงวับๆ แวมๆ กระโปรงฉีกข้าง เดินมา ถ้าหันไปมองดู เราก็พลาด

    "เขาเป็นคนอยากรู้อยากเห็น แล้วถูกความอยากรู้อยากเห็นใช้งานต่อ เหมือนกับคนเป็นอารมณ์ แล้วถูกอารมณ์ใช้ "อารมณ์กู" แต่ถูกอารมณ์ใช้เป็นกู"

    "อารมณ์กู" เป็นของ "กู" แต่ถูกอารมณ์กูใช้กู กูก็เป็นทาสอารมณ์ บ้าหรือเปล่า? คิดดูให้ดี ไม่เดือดร้อน ไม่ฉิบหาย ให้มันรู้ไป เด็กสวนปรุงนะจ๊ะ

    เขาเป็นคนอยากรู้อยากเห็น อยากสงสัย เป็นสิ่งที่ดี แต่มาถูกความอยากรู้อยากสงสัยใช้ ก็ตกเป็นทาสของเขา แล้วไม่มีการสรุปซักที

    ถ้าเราเข้าสู่ภาวะเอกัคคตา ก็จะมีพลังอานุภาพแห่งสมาธิ เวลาบวงสรวง หมุนวนหม้อบวงสรวงมือจะไม่เมื่อย เช่น บางคนนั่งสมาธิ ๒ วันไม่กินข้าว ก็ไม่เห็นว่าเขาจะเป็นอะไรเลย เขามีอานุภาพของเขา

    เช่นไฟไหม้ เรายกตู้เย็นออกมาได้คนเดียว แต่เวลายกเข้าไปในบ้านต้องใช้ ๔ คน นี่แหละ กำลังร่างกายเรามี เราไม่ได้มีสมาธิปลุกออกมา นี่แหละเป็นกำลังภายใน เพราะซ่อนอยู่ภายใน เพราะเราไม่ได้ฝึก ถ้าเราฝึกได้แล้ว ตรงนี้มือของเราจะเมื่อยได้ตรงไหน คนอื่นเขาได้ ๑๐ เที่ยว แต่เรา ๑๐๐ เที่ยวก็เฉยๆ ถ้าเราฝึกดี นี่เรื่องจริง

    แล้วเราจะทำยังไงให้เรา สรุปเป็นเอกัคคตาล่ะ เราต้องมาคิดว่า สิ่งที่เราไหว้บวงสรวง หมุนวนหม้อแล้วเรามีความสุขหรือเปล่า เรามีปิติ มีความสุข เราก็จะถือสุขตรงนี้ว่าถูกต้อง เราก็จะทำตามตรงนี้ ยึดตรงนี้ไป พอเรายึดตรงนี้เราก็ต้องตั้งเป้าหมาย

    ถ้าสมมติว่าเราสวดไหว้ครู หมุนหม้อ ๙ จบ ครบแล้วเราก็จะต้องหยุดล่ะ เราก็ต้องหยุดสิ แล้วถ้าเราจะฝึก เราจะฝึก ๑๐๘ จบมั้ยล่ะ ใครจะไปห้ามเราล่ะ เวลาเราประกอบพิธีไหว้ครูก็ต้องไหว้ครูไป แล้วพอถึงเวลาฝึก เราจะฝึกทำกี่รอบ กี่ครั้ง

    เวลาฝึกเวลาทำไม่เหมือนกัน เวลาฝึกเราจะเอาแค่ไหนก็ฝึกไป ถ้าเราไม่ทำเช่นนี้ เราก็จะไม่มีอำนาจ ไม่มีกำลัง บางครั้งถ้าเราบวงสรวงไม่มีพลัง หม้อก็จะลอย เพราะไม่มีพลัง

^_^  ..._/_...  ^_^
ขอความเคารพ หากผู้รู้มีสิ่งชี้แนะ น้อมรับฟังเสมอ และขอความกรุณาแย้ง ชี้แจง ชี้แนะ แม้แต่ต้องการให้เพิ่มเติมสิ่งใด ก็ขอได้บอกกล่าวมา

#อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต

 5 
 เมื่อ: กันยายน 14, 2020, 07:15:59 PM 
เริ่มโดย พรหมสิทธิ์ - กระทู้ล่าสุด โดย พรหมสิทธิ์
ความเข้าใจ "ฌาน"

    ฌาน (absorption) แปลว่า การเพ่ง องค์แห่งปฐมฌาน มี ๕ ดังนี้

    วิตก คือ คิดอารมณ์ คิดเพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คิดสิ่งใดก็ได้ หรือกังวล (Vitakka; Initial application; Thought conception; thought)

    วิจาร คือ เคล้าคลึงอารมณ์ นำสิ่งที่เรากังวล นำอารมณ์ที่วิตกนั้นมาวิเคราะห์ พิจารณา (Vicara; Sustained application; Discursive thinking; deliberation)

    ปิติ คือ ดีใจ หมายความว่า สรุปว่าสิ่งที่มาวิเคราะห์นั้นสรุปได้หรือยังไม่สรุป  ถ้าเกิดปิติก็จะสรุปได้  (Piti; joy; rapture; delight; zest; interest)

    สุข คือ สรุปว่าดี พึงพอใจแล้ว (Sukha; 1.happiness; ease; joy; comfort; pleasure, 2.physical or bodily happiness or ease)

    เอกกัคตา คือ สรุปแน่นอน และดำรงอารมณ์อยู่ ณ จุดนั้น (Ekaggata; one-pointedness (of mind); mental one-pointedness; concentration)

    ฉะนั้น เราไม่จำเป็นต้องไปนั่งสมาธิก็ได้ฌานได้ คิดสิ่งใดให้ครบองค์ประกอบก็ได้ฌานแล้ว ถ้าหากเป็น ฌานที่ ๒ จะไม่มีวิตกและวิจาร หมายถึง เราสรุปแล้ว แต่ยังคงดำรงอยู่ให้เป็นสุข เราสรุปว่าสุขแล้ว ก็ให้เราดำรงว่าสุขอยู่

    ถ้าเราไม่สามารถจะดำรงสุขตรงนั้นก็จะต้องตกจากฌาน ๑ มาเริ่มต้น วิตก วิจาร ใหม่

    ถ้าเราจับพวงมาลัยรถ เราสามารถดำรงความคิดพวงมาลัยตลอดได้ แต่จะเป็นขั้นๆ ขั้น ๑ ขั้น ๒ ขั้น ๓ ขั้น ๔ แต่สุดท้ายเราก็ต้องหลุดออกจากฌาน พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าไม่ใช่วิธีที่แก้ทุกข์ที่แท้จริง คือรู้แต่ของ แต่ไม่รู้เป็นอะไร แก้ทุกข์ไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงดึงออกมา ดึงออกมาอย่าให้ไปถึงที่สุดแล้วนิ่งไว้ ให้ดึงออกมาเข้าสู่ตัวที่ ๓ แล้วให้เข้าสู่ตัววิปัสสนา ให้นำมาคิดว่าเป็นอะไร เอากำลังสมาธิตรงนี้ไปคิดต่อ ไปวิจัยต่อว่าเป็นเพราะอะไร ด้วยอริยสัจ ๔ วิปัสสนาจึงเป็นเช่นนี้ ดึงออกมาวิเคราะห์วิจารณ์ว่ามันคืออะไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไรใช้หลักของอริยสัจ ๔ เอาการกระทำของเรามาคิดวิเคราะห์ โดยใช้กำลังของฌาน

    เหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ถ้าสมาธิไม่ดีเราก็ต่อไม่ได้ เหมือนกับร้อยเข็ม เราต้องอาศัยตัวสมาธิ ถ้าไม่มีสมาธิเราร้อยเข็มไม่ได้ คือเอาพลังความต่อเนื่องของฌานมาใช้ตัววิจาร นี่แหละคือ "ญาณ" (Nana; knowledge; real knowledge; wisdom; insight) ญาณก็จะไปเข้าใจว่าตรงนี้ทุกข์เพราะอะไร เกิดเพราะอะไร ฯลฯ นี่แหละคือวิปัสสนา แล้ววิปัสสนาไปคิดอะไร ไปคิดฐานแห่งกรรม กรรมตัวนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นอย่างไร แก้ไขยังไง

    เราได้ฌานก็คือได้กำลัง แล้วเราจะเอากำลังนี้ไปใช้กับอะไร บางคนมีกำลังแต่ไปดำรงไว้เฉยๆ คือได้แต่ฌาน

^_^  ..._/_...  ^_^
ขอความเคารพ หากผู้รู้มีสิ่งชี้แนะ น้อมรับฟังเสมอ และขอความกรุณาแย้ง ชี้แจง ชี้แนะ แม้แต่ต้องการให้เพิ่มเติมสิ่งใด ก็ขอได้บอกกล่าวมา

#อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต

 6 
 เมื่อ: กันยายน 14, 2020, 12:06:57 PM 
เริ่มโดย komsun - กระทู้ล่าสุด โดย รูรเบล
คิดเหมือนกันว่ามันมาจากไหนข้าวโอ๊ต

 7 
 เมื่อ: กันยายน 14, 2020, 01:16:11 AM 
เริ่มโดย พรหมสิทธิ์ - กระทู้ล่าสุด โดย พรหมสิทธิ์
ว่าด้วยปัญญาอย่างถ่องแท้

ขั้นที่ ๑ ปัญญารู้
    ปัญญา แปลว่า ตัวที่รู้เหตุและผล อย่างครบวงจรตามภาวะแท้จริงแห่งธรรม

ขัั้นที่ ๒ ตัวนำปัญญามาใช้
    ปัญญา แปลว่า  สิ่งที่ว่าด้วยความเข้าใจ มีความรู้ซึ้งอย่างถ่องแท้ประจักษ์แจ้งในธรรม ซึ่งนำมาบริหารจัดการ แก้ไขปัญหา สิ่งต่างๆ ได้

ขัั้นที่ ๓ ปัญญาปรมัตถ์
    ปัญญา แปลว่า ให้รู้ภาวะภูมิ เข้าใจภาวะภูมิ พัฒนาภูมิ และมีวิธีปฏิบัติยกภูมิให้สูงขึ้น

^_^  ..._/_...  ^_^
ขอความเคารพ หากผู้รู้มีสิ่งชี้แนะ น้อมรับฟังเสมอ และขอความกรุณาแย้ง ชี้แจง ชี้แนะ แม้แต่ต้องการให้เพิ่มเติมสิ่งใด ก็ขอได้บอกกล่าวมา

#อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต

 8 
 เมื่อ: กันยายน 10, 2020, 06:21:06 PM 
เริ่มโดย พรหมสิทธิ์ - กระทู้ล่าสุด โดย พรหมสิทธิ์
หัวใจของการบูชาพ่อราหู

    ท่านพ่อราหูท่านได้รับโองการจากมหาเทพทั้ง ๓ พ่อพรหม พ่อศิวะ พ่อวิษณุนารายณ์ ให้ดูแล ขจัดเคราะห์ภัย ปลดทุกข์ บำรุงสุขให้กับประชาชน

    จุดมุ่งหมายในการบูชาพระราหู คือ ให้ท่านคลายความสว่างให้กับชีวิต เพื่อให้เกิดปัญญาแก่ตัวเรา ซึ่งลักษณะของพระราหู คือท่านจะอมพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ครึ่งหนึ่ง และอีกลักษณะหนึ่งท่านกำลังคลายพระอาทิตย์และพระจันทร์ออกมาได้ครึ่งหนึ่งเช่นเดียวกัน เป็นปริศนาธรรมสื่อว่า ช่วงหนึ่งหรือห้วงหนึ่งของชีวิตเรา หรือดวงชะตาของเรา ตกชะตาราหู คือ เข้าสู่ความดำ ความมืดมน มองไม่เห็นเส้นทาง มืดแปดด้าน พบปัญหาอุปสรรคต่างๆ มารุมเร้า หาทางออกไม่เจอ ขาดสติปัญญา

    ฉะนั้น เราจึงควรบูชาพระราหูเพื่อให้ท่านคลายแสงสว่างให้แก่ชีวิต คลายภาวะ โอกาสต่างๆ ให้กับเรา เพื่อให้เราพบปัญญา พบผู้รู้ นักปราชญ์ กัลยาณมิตร ให้กับเรา ในการชี้แนะแนวทาง สั่งสอน จูง นำ พา ส่งเราไปยังถึงอีกฟากฝั่งหนึ่ง ในการเกิดปัญญา แก้ไขขจัดปัญหาต่างๆ ได้ พบแสงสว่างแห่งปัญญาในชีวิต

    หากจะมีคนถามว่า ทำไมพระราหูเป็นสัญลักษณ์ในความไม่ดี แต่ทำไมต้องบูชาท่าน เคารพนับถือท่าน ?

    เราควรพิจารณาอย่างนี้ อย่างเช่น ในอดีตประเทศจีน มีสำนักคุ้มกันภัย รับคุ้มกันสิ่งของ ส่งของจากเมืองนี้ไปยังเมืองโน้นได้โดยไม่ถูกโจรปล้นเอา ก็เพราะว่าสำนักคุ้มกันภัยรู้จักไม้อ่อนไม้แข็ง เคารพเจ้าที่เจ้าทาง หากที่แห่งนั้นเป็นเขตอาณาบริเวณของโจร เจ้าสำนักคุ้มกันภัยก็จะไปผูกมิตรไมตรี ผูกน้ำจิตน้ำใจกับโจรไว้ เมื่อเราเดินทางผ่านเขตของโจรกลุ่มนั้น เขารู้ว่าเป็นสำนักคุ้มกันภัยที่เป็นมิตรก็จะปล่อยผ่านไปไม่ปล้นแย่งชิงมา แต่ผิดกับราชสำนัก หรือพ่อค้าทั่วไป ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ ก็มักจะถูกโจรปล้นชิงสินค้าอยู่บ่อยๆ

    ฉะนั้น เราไหว้พระราหู เพราะว่าพระราหูท่านรู้จักความชั่วต่างๆ ดี เพราะท่านก็เคยเป็น สัมผัสมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความโลภ โกรธ หลง ท่านรู้และเข้าใจดี แล้วเราบูชา ไหว้ เคารพนับถือท่าน ความชั่วร้ายต่างๆ ก็ย่อมรู้จักพระราหูดีก็ไม่กล้ามาตอแย เพราะจะทำสิ่งใดพระราหูก็จะรู้หมด เช่นเดียวกับเราบูชาพระราหู ถือว่าท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของเรา เมื่อสิ่งชั่วร้ายต่างๆ จะมาทำร้ายเรา เห็นว่าเรามีผู้หลักผู้ใหญ่เป็นพระราหู สิ่งชั่วร้ายนั้นก็เกรงกลัวบารมีของพระราหู จากหนักก็ผ่อนเป็นเบา จากเบาก็จะหาย
 
พ่อราหูสำนึก ได้รับโองการจากมหาเทพ

    พ่อราหู ช่วงหนึ่งท่านทำผิด ทำแล้วสำนึกผิด จึงได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลเคราะห์ภัย

    พ่อราหูได้รับหน้าที่โดยการประชุมของมหาเทพทั้ง ๓ และพ่อวิษณุนารายณ์มีข้อเสนอให้พ่อราหูทำดี เพราะว่าโดนตัดตัว ทำโทษแล้ว สำนึกก็จะให้หน้าที่เพื่อทำคุณไถ่โทษ จึงมาประชุมกับพ่อพรหมและพ่อศิวะว่า จะให้มอบหมายเรื่องขจัดเคราะห์ภัยให้มนุษย์ พ่อราหูใกล้ชิดกับมนุษย์เพราะว่าท่านเป็นยักษ์

    ถ้าครูบาอาจารย์ท่านใด ทำสะตวง ส่งเคราะห์ ส่งนาม ก็จะต้องทำผ่านพ่อราหู

    คำว่า "เคราะห์ภัย" นี้แปลว่า สิ่งที่เลวร้ายได้มาอย่างอุบัติเหตุ ไม่ใช่เลวร้ายอันเนื่องมาจากกรรมเก่า กรรมเก่าท่านยังไม่ถนัด ท่านพ่อราหูจะถนัดแก้ไขอย่างนี้

    "อุบัติ" คือ สิ่งที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ณ ภพนี้ ณ ปัจจุบัน ณ เวลานี้ บางครั้งก็เป็นใหม่เลย

    "อุบัติเหตุ" เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยที่มาประชุม ณ เวลานั้น แล้วเกิดความสัปปายะ ณ เวลานั้น แล้วเกิดสัปปายะในทางลบ เหตุที่มาประชุมที่เป็นมิจฉา ก็จะเกิดเป็นอุบัติเหตุ

    โดยเฉพาะทหารควรมาขอบารมีพ่อราหูคุ้มครอง เพราะว่า บางครั้งออกศึก ลูกปืนจะยิงมาถูกเราหรือเปล่า ถ้าบารมีพ่อราหูมา ก็เฉียดมาเฉียดไป ทหารต้องอาศัยบารมีพ่อราหู กับพ่อท้าวเวสสุวรรณ

    พ่อราหูก็คือ อุบัติเหตุที่มาให้เฉียดๆ ไป

    พ่อเวสสุวรรณ ก็คือให้ความยุติธรรม

    อุบัติเหตุก็มีเหตุปัจจัยมาร่วม เช่น เราเดินทาง มีเหตุเราจึงต้องเดินทางตรงนี้ ไม่ใช่อดีตชาติมีตรงนี้แล้วเราถึงจะมาเดินทาง มันมีชะตาแค่ ๒๕% เอง อีก ๗๕% เราจะต้องดำเนินการอย่างนี้

    สมมติว่า กรรมเก่าว่าเราจะต้องมีเหตุอันทีี่จะต้องไปเมืองเชียงราย ระหว่างทางเดินไปก็จะเป็นกรรมใหม่ล่ะ อย่างเช่น ของหล่นแล้วเราก้มลงไปเก็บ แล้วรถขับมาชน อุบัติเหตุเกิดขึ้นโดยฉับพลันนั้นเลย เป็นเหตุใหม่แล้วก็กลายเป็นอดีตไป แล้วก็จองเวรกันต่อ

    เวลาเดินทางทุกอย่างจะต้องมีกรรม เราก็เดินทางไปแล้วของหล่น แล้วกรรมของเขาก็จะต้องขับรถตามมาชนเราเฉยเลย ไม่เกี่ยวกับวิบากกรรมของเราเลย นั่นแหละเป็นเคราะห์กรรมใหม่ของเรา ถ้าเรามีการไหว้บูชาพ่อราหู ก่อนที่เขาจะมาชนเรา เราก็พ้นไปก่อน ก็ไม่ต้องมาชนเรา ชีวิตเราก็รอด ดังจะได้ยินคำพูดว่า "เฉียดตาย"
 
    หมั่นเตือนใจตนเอง "อย่าประมาท" ท่านจะพ้นเคราะห์ภัย พ่อราหูคุ้มครอง
 
 
พ่อราหูขจัดเคราะห์ภัย

    ๑. อุบัติเหตุ

    ๒. จากการกระทำของบุคคล คุณไสย มนต์ดำ คาถาอาคมต่างๆ ได้รับการแก้จากพ่อราหู

    ๓. การทำมาหากิน คือ กลุ่มนักร้อง บันเทิง นักแสดง จะต้องอาศัยพ่อราหู เพราะว่าท่านได้รับสิทธิ์ช่วยทางสายล่าง บางครั้งก้ำกึ่ง ขาวๆ ดำๆ สีเทา ท่านไม่ถือ ท่านยังต้องให้

    นี่แหละ พ่อราหูใกล้ชิดกับมนุษย์ ถึงอยู่ในช่องว่างตรงนี้ได้ พระสงฆ์ท่านก็ให้ตรงนี้ไม่ได้ คนที่สูงกว่านี้ก็ให้ไม่ได้ ต่ำกว่านี้ก็ไม่มีแรงพอ

    ๔. ดูแลสำนักต่างๆ ควบคุมอาจารย์ที่เกเร ฯลฯ คือ พ่อราหูจะคุ้มครอง ดูแลอาจารย์ผู้ประพฤติดี เป็นหน้าที่ของพ่อราหู

    พ่อเวสสุวรรณ จะคุ้มครองดูแลพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตักเตือน ลงโทษ ที่ท่านมีความประพฤติที่ไม่ดี

    พ่อราหูขจัด คือ เราทำดีพ่อราหูก็จะขจัดเภทภัยให้เรา สำนักเราทำดีก็จะคุ้มครอง ถ้าหากเราเปิดสำนักไม่ดีท่านก็จะลงโทษขจัดสำนักนั้นออกไปเลย ให้เพี้ยนไปเลย

    แต่พ่อราหูจะไม่ขจัดวัดทิ้ง แต่พ่อราหูจะขจัดสำนักไหนที่ทำไม่ดี ท่านก็จะขจัดทิ้งเลย แม้ชื่อก็ขจัดทิ้ง ยกตัวอย่าง บางคนบอกว่าเป็นร่างทรงพ่อศิวะ ยิ่งใหญ่มาก แต่ถ้าทำไม่ถูก พ่อก็พ่อเถอะ จบทั้งนั้น

    แม้ว่าสำนักนั้นจะไหว้หรือไม่ไหว้พ่อราหูก็ตาม แต่นี่เป็นในธรรม โดยธรรม แม้ว่าเราจะไม่นับถือท่าน ไม่ไหว้ท่านก็ตาม แต่เราก็จะได้รับโทษ เพราะเป็นโดยธรรม เราไม่เชื่อเราก็ต้องโดน เพราะเป็นภาวะของธรรม อันนั้นเป็นแต่เพียงว่าเป็นธรรมข้อนี้ ข้อนั้น แต่มันเป็นในธรรม


    ทำไมพ่อราหูขจัดสำนัก แล้วพ่อเวสสุวรรณจึังไม่ขจัดวัด?

    ก็เพราะว่าวัดเป็นของพระพุทธเจ้า จะลบทิ้งได้อย่างไร เพียงแต่ว่าให้ท่านเป็นจเร ผู้ดูแล อย่างเช่น คุณอยู่ดีๆ แล้วไปถอดในหลวงได้เหรอ เราก็จะปลิวก่อน

    สำนักนี้เราเป็นคนสร้างขึ้นเอง ถ้าเป็นวัดนี้เราจะต้องขออนุญาตพระพุทธเจ้าจึงจะสามารถสร้างขึ้นได้ มีไหมว่า วัดไหนที่เป็นของส่วนตัว หรือเป็นของพระรูปนั้นรูปนี้ มีไหม? ถ้าวัดไหน เจ้าอาวาสบอกว่าเป็นวัดของตัวเองท่านก็แบกจนตาย

    อย่างเช่นวัดแห่งหนึ่ง ท่านเจ้าอาวาสเป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้นมาด้วยตนเอง แล้วเหมาว่าวัดนี้เป็นของท่าน เวลานี้ท่านจึงหนักมาก  ในเมื่อเราถวายเป็นของพระพุทธเจ้าแล้ว จะมาบอกว่าเป็นของตนเองได้อย่างไร เราลืมคำว่าถวายแล้ว จึงเป็นทุกข์ ไม่ได้รับกุศล
 
ทำไมต้องไหว้บูชาด้วย "ของสีดำ"

    ทำไมเราจึงต้องไหว้พระราหูด้วยของดำ เพราะเป็นสัญลักษณ์ปริศนาธรรม ที่ท่านพ่อราหูประทานปัญญาแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิด "อวิชชา" ความไม่รู้ต่างๆก็จะคลายหายไป และเป็นโอกาสที่จะให้เราได้ตั้งปณิธานละสิ่งที่ไม่ดี พลังดำต่างๆ คืนสู่ธรรม และตั้งปณิธานดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามธรรม
 
พระคาถาบูชาพ่อราหู       

โอม อะสุรินทะราหู, วิชิตตะ พาโล, อะวะมงคล จะ, เอวัง โหนตุ, ศรีชัยยะ มาเรติ, ไมตรี กัลละยาณะมิตตะ, มุฑิตา นะ สะหาโย, ศานติ ศานติ สันติโอม นะมะฮา ๛ (8 จบ)

    ลูกขอนอบน้อมคารวะสักการะบูชา พ่อราหู ด้วยจิตศรัทธา โองการจากมหาเทพทั้ง ๓ พ่อพรหม พ่อศิวะ พ่อวิษณุนารายณ์ ประทานพรให้เป็นเทพ ผู้ขจัดเคราะห์ภัย คุณไสยน์ มนต์ดำ อาถรรพ์เวทย์ พลังลบ พลังดำ ให้แก่มวลมนุษย์ ผี และเทวดา และช่วยเหลือให้ปลอดภัย ให้เป็นสิริมงคล ให้เกิดอยู่อย่างสันติ

    บัดนี้ ลูกขอตั้งจิตอธิษฐาน เจริญมุฑิตาจิต ปลดทุกข์ บำรุงสุขให้กับชาวโลก  ขจัดภัยทั้งหลาย บำรุงสุขทั้งปวง

    บัดนี้ ลูกขอน้อมถวายของบูชา (ชื่อของถวาย...) ขอองค์พ่อโปรดเมตตารับ และขอบารมีองค์พ่อฯ โปรดเมตตาประทานพร ขจัดเคราะห์ภัย อันตรายทั้งปวง เป็นสิริมงคล ให้มีโชคลาภวาสนา ยศฐาบรรดาศักดิ์ สมหวังปรารถนา หนุนเสริมดวงชะตา  พลิกจากร้ายกลายเป็นดี ค้าขายราบรื่น เหลือกินเหลือใช้ ปลอดโรค-ทุกข์-ภัย มีจิตมั่นคง รักสามัคคีในตน ครอบครัว สังคม และชาวโลก สุขสันติ สุขสันติ สันติสุข โอม๛

ขอความเคารพ หากผู้รู้มีสิ่งชี้แนะ น้อมรับฟังเสมอ และขอความกรุณาแย้ง ชี้แจง ชี้แนะ แม้แต่ต้องการให้เพิ่มเติมสิ่งใด ก็ขอได้บอกกล่าวมา

อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต

 9 
 เมื่อ: กันยายน 09, 2020, 02:51:32 PM 
เริ่มโดย Kanyada - กระทู้ล่าสุด โดย เดย์เวิร์ค
ต้องหาจุดกึ่งกลางค่ะ ต้องอาศัยการพูดคุย บอกในสิ่งที่เราต้องการออกไปด้วยค่ะ อาจจะเพราะคุณยังไม่กล้าที่จะสื่อสารมันออกไปด้วยหรือเปล่าคะ


 10 
 เมื่อ: กันยายน 07, 2020, 11:24:02 PM 
เริ่มโดย พรหมสิทธิ์ - กระทู้ล่าสุด โดย พรหมสิทธิ์
พระแม่อุมา พลังแห่งการปกครองยังไง?

    พระแม่อุมาเทวี (Uma–उमा) พระแม่แห่งการปกครองครอบครัว สังคม และโลก พลังของท่านเป็นยังไง?

    ยกตัวอย่าง บ้านพ่อศิวะมหาเทพ (Shiva–शिव) ใครเป็นผู้ดูแล?

    พระแม่อุมาฯ เป็นผู้ดูแล แล้วนี่ใช่การปกครองไหม?

    แล้วพ่อศิวะท่านมีลูกน้อง มีบริวารไหม?

    ก็มี

    แล้วใครปกครอง?

    ก็มีองค์พ่อนนทิ (Nandi-नंदी) แล้วองค์พ่อนนทิก็ขึ้นกับพระแม่อุมา ก็เปรียบเสมือนพ่อไปทำงานนอกบ้าน แล้วที่บ้านใครจะเป็นผู้ดูแล ก็พระแม่อุมาดูแล ก็เพราะว่าท่านเป็นแม่ศรีเรือน ก็ในเมื่อท่านดูแลลูกน้องขององค์พ่อศิวะ พระแม่ก็ต้องดูแลลูกน้องของลูกน้องตามไปด้วย นี่แหละเป็นสายปกครองดูแล

    ถ้าอย่างนั้น เราจะดูลักษณะตรงไหนว่า เป็นพลังสายปกครอง?

    ทำไมเวลาเราเดือดร้อนจึงต้องเข้าหาองค์เทพ ถ้าท่านไม่ใช่ด้านปกครองแล้วเราจะเข้าหาท่านทำไม
 
    สัญลักษณ์แห่งการปกครอง คือ "รู้มากกว่า ฉันทำได้"

    องค์พ่อวิษณุนารายณ์ท่านก็ปกครองเหมือนกัน สายเดียวกัน

    แต่องค์พ่อวิษณุนารายณ์ (VishnuNarayan–विष्णुनारायण) ไม่ใช่สายปกครองปฏิบัติการ แต่ท่านเป็นสายปกครองแบบนโยบาย (policy) หรือเป็นสายปกครองใหญ่ๆ อย่างเช่น กลียุคท่านต้องอวตารลงมาปราบ พอโลกไม่ไหวท่านต้องมาเปลี่ยนแปลงยุคต่างๆ นี่แหละเป็นหน้าที่ของพ่อวิษณุนารายณ์ เสร็จแล้วพระแม่ทั้ง ๕ องค์ไปดูแลต่อ

    พระแม่อุมา สายรัฐศาสตร์ พระแม่ลักษมีสายการคลัง ทรัพย์สินเงินทอง พระแม่สุรัสวดีสายปัญญา วิชาการ พระแม่คงคาสายชำระ แก้ไข เปลี่ยนแปลง ลงโทษ พระแม่ธรณีสายอุ้มชู ดูแลให้แข็งแรง เลี้ยงดูให้เติบโต

    มหาเทพเป็นหัวเรือใหญ่ ถ้าหากว่าเปรียบเสมือนกษัตริย์ พระแม่ทั้ง ๕ ก็รับราชโองการโดยหน้าที่สายตรง

    ถ้าคณะเทพ เช่น พ่อพิฆเณศ พ่อขันธกุมาร พ่อนนทิ ท้าวเวสสุวรรณ พ่อราหู ฯลฯ อันนี้เป็นสายมหาเทพมีพระราชโองการมอบหมายหน้าที่ให้ไปทำเป็นงานๆ เป็นเรื่องๆ แต่ถ้าขึ้นตรงต่อมหาเทพก็คือ พระแม่ทั้ง ๕ เป็นหน้าที่โดยตรง โดยถูกบัญญัติไว้แล้ว ถูกวางตำแหน่งหน้าที่ไว้แล้ว แต่ถ้าเป็นคณะเทพต่างๆ จะได้รับมอบหมายว่าให้ทำอะไร

    ตรงไหนภาระหน้าที่มันเกิน หรือให้ไปดูแลแล้วทำไม่ไหว ก็จะมีคำสั่งเพิ่มเติม สมมติว่า ท่านองค์เทพองค์ใดองค์หนึ่งไปดูแลแล้วไม่ไหว ก็ต้องมาบอกกล่าว เช่น พ่อศิวะก็จะต้องเสริมพลังให้ บางครัั้งประทานสิ่งของให้ไปทำ เช่น อาวุธ หรือสิ่งของวิเศษ เป็นต้น หรือให้พรสิทธิพิเศษต่างๆ

    การปฏิบัติหน้าที่ ภาระบางอย่างมีด้วยเหรอที่ท่านทำแล้วมันหนักหนาสาหัส หนักเกิน ยกตัวอย่างพ่อท้าวเวสสุวรรณ ท่านรับบางกรณีไม่ไหวจำเป็นจะต้องขอสิ่งของหรือพรเพิ่มเติม?

    มีแน่นอน เช่น เจอพญามารบางองค์ มันเหลือเกินจริงๆ ยกตัวอย่าง ตำรวจบางท้องที่เอาไม่อยู่ จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยกองปราบปรามฯ มาช่วยเหลือ บางทีหน่วยกองปราบไม่มา ก็ต้องให้หน่วยซีล (SEAL) มา หรือหน่วยคอมมานโด (Commando)มา หรือทหารหรือหน่วยพิเศษมาช่วย นี่แหละเป็นขั้นๆ บางทีโจรมันเก่งจริงๆ ก็ต้องขอความช่วยเหลือ

    การวิเคราะห์หรือการแก้ปัญหาบางทีจะยกเข่งไม่ได้หรือรวมความไม่ได้ ต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป เราจะต้องดูที่อริยสัจจ์ ดูเหตุก่อน

    สายทางจีนก็มีเหมือนกัน เช่น พระโพธิสัตว์ก็เทียบเท่ากับพระแม่ ที่ขึ้นตรงต่อพระยูไล เช่น ตี่จั่งอ๊วง (地藏王菩薩) ก็ทำหน้าที่โปรดสัตว์นรก เจ้าแม่กวนอิม 觀世音(Guānshìyīn) ก็ทำหน้าที่เมตตา กรุณา  พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ 文殊 (Wénshū); 文殊師利 (Wénshūshīlì) แต่ได้รับการบัญชาก็เป็นอย่างๆ ไป เช่น เทพสามตาก็จะได้รับหน้าที่ทำเป็นอย่างๆ ไป ก็เป็นระบบเดียวกัน ทางจีนก็จะผสมเต๋ากับพุทธ แต่ถ้าเป็นทางอินเดียก็จะผสมพุทธกับพราหมณ์ นี่แหละร่วมกันทำงาน

    แต่คนทั่วไปก็จะบอกว่านอกรีต และจริงๆ แล้วคริสต์กับอิสลามก็จะคล้ายๆ กัน เหมือนกับเต๋ากับพุทธ แต่คนมาทีหลังสร้างเรื่องให้ไม่พอใจกัน เลยกลายเป็นปัญหา ไม่ยอมอยู่ใต้กัน อยากใหญ่กว่ากัน จึงมีการรบราฆ่าฟันกันอยู่ตลอด จึงเกิดสงครามครูเสด

^_^  ..._/_...  ^_^
ขอความเคารพ หากผู้รู้มีสิ่งชี้แนะ น้อมรับฟังเสมอ และขอความกรุณาแย้ง ชี้แจง ชี้แนะ แม้แต่ต้องการให้เพิ่มเติมสิ่งใด ก็ขอได้บอกกล่าวมา

อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต

หน้า: [1] 2 3 ... 10

บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
ระบบหลังร้านบทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ กันยายน 18, 2020, 08:34:20 PM